ความเห็นของ ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ กับรัฐธรรมนูญ คดียึดทรัพย์ฯ กับข้อคิดเพื่อการวิเคราะห์ฯ (ต่อ)

จากการสัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวของ ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ในครั้งที่แล้ว ที่ผมได้นำมาจาก หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 22 – วันพุธที่ 24 มีนาคม 2553 ให้ท่านผู้อ่านร่วมด้วยช่วยกันคิด เพื่อให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ในต่างมุมมองที่เป็นเรื่องสร้างสรร ที่อาจก่อให้เกิดคุณค่าของการมองต่างมุมโดยรวมที่เป็นวัตถุประสงค์หลักของ www.itgthailand.com ซึ่งได้นำข้อความทั้งหมดตามที่ได้กล่าวข้างต้นมาให้ท่านผู้อ่านได้ใช้ดุลยพินิจในมุมมองต่าง ๆ โดยไม่ได้ตัดทอนเพื่อการศึกษา และการพัฒนาแนวความคิดตามหัวข้อเรื่องข้างต้น ทั้งนี้ ขอให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณจากการอ่านบทสัมภาษณ์ดังต่อไปนี้ซึ่งเป็นตอนจบนะครับ

อาจารย์จะภูมิใจหรือเสียใจ ถ้าบทวิเคราะห์ 32 หน้าของอาจารย์ปรากฎอยู่ในคำอุทธรณ์ของคุณทักษิณ? (ถามโดยผู้สื่อข่าว)

ไม่เป็นปัญหาของผมเลย… ไม่เกี่ยวอะไรกับผม ผมไม่ได้ยุ่งกับคดีนี้ตั้งแต่แรก ไม่เคยเกี่ยวข้อง เหมือนกับเรื่องอื่น ๆ ที่ผมทำให้กับสังคม

ความมุ่งหมายของผมมีอย่างเดียวคือ ผมต้องการให้สังคมเห็นอีกมุมหนึ่ง ซึ่งไม่มีการพูดกัน เอาความรู้มาเถียงกัน ผมไม่อยากให้สังคมถูกพัดพาไปโดยกระแสในด้านเดียวเท่านั้นเอง และผมคิดว่าความจริงคือความจริง ความรู้คือความรู้ ไม่อยากให้ใช้ความเชื่อ ไม่อยากให้ใช้อคติมาก เพราะใช้มาเยอะแล้ว ซึ่งผมพูดในเชิงกฎหมาย ไม่ได้สนับสนุนความชอบธรรมอะไรให้คุณทักษิณ

เพราะเรื่องทางการเมืองต้องประเมินอีกอย่างหนึ่ง มีเกณฑ์อีกแบบหนึ่ง เป็นคนละเกณฑ์กัน แต่นี่เรากำลังจะเอา 2 เกณฑ์มาเป็นเรื่องเดียวกัน

ไม่ใช่เรื่องที่ผมภูมิใจหรือไม่ภูมิใจ และมีคนถามว่า นี่ผมช่วยคุณทักษิณหรือ? แล้วผมเกี่ยวอะไรกับคุณทักษิณ ผมขอบอกว่า ถ้าจะดูช่วยไปดูที่เนื้อหา สังเกตไหมว่าแถลงการณ์เที่ยวนี้ เราพูดเรื่องรัฐประหารน้อยนะ ทั้งที่เป็นประเด็นใหญ่สุด เพราะเป็นต้นสายของทุกอย่างที่ตามมันควรจะใช้ไม่ได้โดยนัย แต่ที่พูดตรงนี้น้อยเพราะเราต้องการให้ดูเรื่องเนื้อหา เพราะมีการพูดกันว่า อย่าไปเถียงเรื่องรัฐประหารและเอาเป็นว่า ถ้าเข้าสู่ระบบปกติมันผิดไหม คุณลืมเรื่องรัฐประหารไปเลยก็ได้ ผมไม่อยากให้ทุกคนคิดว่าเป็นเรื่องเทคนิค คิดว่ายุ่งยากซับซ้อนแล้วเชื่อ ๆ ตาม ๆ กันไป

ในตอนที่ทักษิณมีอำนาจก็อาจสั่งการโดยไม่ปรากฎหลักฐาน เป็นสิ่งที่อธิบายไม่ได้ เพราะทุกอย่างถูกควบคุมโดยทักษิณที่วางคนของตัวเองเอาไว้หมด แล้วอาจารย์อาจจะมองไม่เห็น?

ผมคิดว่าความคิดแบบนี้อันตราย ถ้าเราใช้ “ความเชื่อ” ลงโทษคน จะเกิดอะไรขึ้น เช่น เชื่อว่าคนขี้ยาฆ่าข่มขืนผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ความจริงเขาอาจจะไม่ได้ทำ แต่คนเชื่อว่ามันฆ่าข่มขืนก็ให้ประหารชีวิตมันไป

ผมเชื่อในมุมนี้ ไม่ได้ไปสร้างความชอบธรรมให้คุณทักษิณ แต่อยากจะบอกแบบนี้ว่า ภายใต้การต่อสู้ทางการเมืองที่มีกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองจำนวนมากเข้าร่วมวงต่อสู้ กลุ่มผลประโยชน์ทุกกลุ่มต่างต้องการช่วงชิงชัยชนะให้กับตัวเอง ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น การโฆษณาชวนเชื่อ การให้ข้อมูลด้านเดียว ต่าง ๆ เหล่านี้ทำกันมา คนคนหนึ่งอาจจะทำ 5 เปอร์เซ็นต์ แต่ผลของการโฆษณาชวนเชื่อ อาจจะทำให้คนเชื่อว่าไอ้หมอนี่ทำ 90 เปอร์เซ็นต์ แต่ความเชื่อนั้นใช้ไม่ได้ในทางกฎหมาย

ถ้าคุณจะเชื่ออย่างไรนั้นค่อยไปว่ากันทางการเมือง ถ้าคุณอยากจะยึดทรัพย์คุณทักษิณ คุณรัฐประหารล้มเขาแล้ว คุณออกประการยึดไปเลย แล้วจะเอาหลักฐานอะไรก็ทำไป ส่วนในอนาคต ถ้าคุณจะนิรโทษกรรมอะไรก็เป็นเรื่องในอนาคตข้างหน้า แต่ถ้าจะใช้กระบวนการทางกฎหมายก็ต้องเป็นเหตุผล

ผมกำลังจะบอกว่า เรากำลังเอา 2 เรื่องมาปนกัน เพราะการรัฐประหารมันเป็นเรื่องอำนาจ เป็นเรื่องปืน รถถัง มันเถื่อน เพราะมันไม่จำเป็นต้องให้เหตุผล แต่กระบวนการยุติธรรม กระบวนการตามกฎหมาย มันใช้เหตุผล มันมีหลัก ใช้ความเชื่อไม่ได้ ถ้าไม่อย่างงั้นก็ไม่ต้องเรียน ไม่อย่างงั้นผมก็ไปเรียนวิชายิงปืนสิ ผมจะมาเรียนกฎหมายทำไม และถ้าผมเชื่อว่าใครทำผิดผมก็ยิงมันเลย ถ้ามันชั่วนัก

ผมจะบอกว่าทั้ง 2 อย่างนี้ มันเหมือนน้ำกับน้ำมัน มันไปด้วยกันไม่ได้ และถ้าเอามาผสมกันมันจะสร้างความเสื่อมให้กับตัวระบบที่เราสร้างขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะทำอะไร คุณก็ทำไปสิ ตั้งแต่ตอนที่คุณมีปืน แล้วคุณก็ยอมรับว่ามันเป็นความเถื่อน ยอมรับว่า ทำด้วยความหวังดี เพราะว่าไอ้ระบบธรรมดามันใช้ไม่ได้ คุณก็ให้เหตุผลไป ผมจะเชื่อหรือไม่เชื่อมันเป็นเรื่องของผม แต่เมื่อเข้าสู่กลไกทางกฎหมาย เกิดระบบรัฐธรรมนูญ คุณต้องทำตามหลัก จะเอาความเชื่อมาใช้ไม่ได้ แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าที่เราเชื่อนั้นเป็นความเชื่อที่ถูก นี่เราอยู่ในยุคของการพิสูจน์นะครับ

ท่านผู้อ่านได้ติดตามบทสัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์ 2 ตอนจบของ ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ท่านคงมีความเห็นที่อาจจะแตกต่างกัน ตามมุมมองของประสบการณ์และพื้นฐานที่แต่ละท่านมีอยู่ ซึ่งพิจารณาได้ว่าเป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ดี ดุลยพินิจของผู้ให้ความยุติธรรมขึ้นอยู่กับคณะผู้ตัดสินนั้นเราต้องเคารพเพราะเป็นกติกาของสังคมครับ

 

Leave a Reply