บทเรียนของการสั่งระงับ 76 โครงการลงทุนที่มาบตาพุด กับการพิจารณา ผู้มีผลประโยชน์ร่วม ระดับชาติ (Stakeholders)

จากกรณีที่ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวกับ 76 โครงการที่รัฐบาลจะดำเนินการที่มาบตาพุด ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาวีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า จะยื่นอุทธรณ์ในส่วนของโครงการที่ได้อนุญาตไปแล้วให้เดินต่อไปได้ ส่วนโครงการที่อยู่ในกระบวนการอนุมัติจะชะลอไว้ก่อน จนกว่าศาลจะมีความชัดเจน และอยากให้ศาลวินิจฉัยคดีทั้งหมดโดยเร็ว เพราะต้องการแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน

ในคำวินิจัยนี้ ศาลเห็นว่าบรรดาโครงการใด ๆ ก็ตามที่ต้องทำการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ศาลก็จะใช้มาตรการชั่วคราว เพื่อระงับโครงการเหล่านี้ไว้ เพื่อให้มีแนวทางที่ชัดเจนในการปฏิบัติตามมาตรา 67

แต่สิ่งที่รัฐบาลยืนยัน คือ รัฐบาลปฏิบัติตามมาตร 67 อยู่แล้ว และสิ่งที่เดินหน้าไปเป็นโครงการที่เห็นว่าไม่มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชน โดยอาศัยผลการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นเกณฑ์กำหนดว่า เรื่องไหนรุนแรงหรือไม่รุนแรง

รัฐบาลอยากได้ข้อยุติโดยเร็วว่า ความจริงแนวปฏิบัติเป็นอย่างไร เพราะถ้าไม่ได้ข้อยุติโดยเร็วจะเป็นปัญหาความไม่แน่นอน และมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน…ฯลฯ

ความคิด ความเข้าใจ ในการบริหารความเสี่ยงแบบบูรณาการ โดยคำนึงถึงสังคม และ Stakeholder ยิ่งกว่าการพิจารณาและตัดสินใจจากกลุ่มผู้มีผลประโยชน์เดียว เป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ตามหลัก CG

กรณีข้างต้น ผมขอร่วมออกความคิดเห็นบางประการ ในมุมมองของ Stakeholders ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สำหรับผมเองขอให้ข้อสังเกต ในมุมมองของประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ที่อยู่ในสังคม และเกี่ยวข้องกับ Stakeholders ในมุมมองต่าง ๆ ดังนี้

หากผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (พม.) รมว.อุตสาหกรรม รมว.พลังงาน รมว.คมนาคม รมว.สาธารณสุข และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน สมาคมสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครอง สิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรพัยากรธรรมชาติ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ. ระยอง และศาลปกครองกลาง และ….

ซึ่งเรียกรวม ๆ กันว่าเป็น Stakeholders หรือผู้มีผลประโยชน์ร่วม ของการก่อสร้างอุตสาหกรรม 76 โครงการ เป็นเงิน 4 แสนล้านบาท นั้น หากผู้ที่เกี่ยวข้องพิจารณาเพียงมุมมองของตนเอง (Individual Perspective) หรือเพียงมุมมองเดียว โดยไม่ได้พิจารณามุมมองอื่น ๆ ตามหลัก Corporate Governance หรือ CG และในมุมมองของส่วนรวม และสังคม

ทุกกลุ่มตามที่กล่าวข้างต้น ก็มีความมั่นใจในมุมมองของตนเองเป็นหลักว่า ถูกต้องแล้ว ปัญหาที่ตามมาของการระงับ 76 โครงการ เป็นเงินมหาศาลถึง 4 แสนล้าน ที่มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทั้งต่างประเทศและภายในประเทศ ความเสียหายจากการล่าช้าของโครงการ ผลกระทบที่ตามมาของการขาดความเชื่อมั่นของนักลงทุน และความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยโดยรวม +++ นั้น มีมากมายมหาศาล เกินกว่าที่จะคำนวนเป็นจำนวนเงิน เพียงที่เกิดขึ้นเฉพาะ 76 โครงการ 4 แสนล้านบาทได้

ทั้งนี้เพราะ ต้นทุนจากการวิเคราะห์และพิจารณาเพียงมุมมองเดียว โดยไม่คำนึงถึงองค์ประกอบอื่น ๆ ในสังคม ที่มีกลุ่มของผู้มีผลประโยชน์ร่วมหลายกลุ่ม เช่น ผลกระทบต่อการสร้างรายได้ประชาชาติ ผลกระทบต่อการสร้างแรงงาน สร้างรายได้ ให้กับประชาชนในสังคมในอนาคต++ ซึ่งมีผลกระทบตามมาอย่างมากมาย ทั้งที่เป็นตัวเงิน และไม่เป็นตัวเงิน น่าจะมีมากมายมหาศาล และน่าจะเกินกว่าระดับความเสี่ยงที่ประเทศ หรือสังคมยอมรับก็ได้นะครับ

ความเสี่ยง และความเสียหายในระดับที่ประเทศชาติ และ/หรือองค์กรจะยอมรับได้นั้น เรียกกันในภาษาการบริหารความเสี่ยงว่า Risk Appetite และ Risk Tolerance ซึ่งผมได้อธิบายไว้ในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับรูปภาพไปพอสมควรแล้วนะครับ

ผลประโยชน์ของประเทศชาติ และสังคม โดยรวม มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความสำคัญของการบริหารทุกระดับ ของกระบวนการจัดการ  ตามหลักการบริหารยุคใหม่ ที่ใช้หลัก GRC เป็นสำคัญ

ผมกำลังพยายามจะพูดว่า การบริหารความเสี่ยงเชิงรุก โดยการมองอนาคตขององค์กรและประเทศ ไปข้างหน้าอย่างเป็นระบบ และเป็นกระบวนการนั้น ต้องอาศัยความเข้าใจในหลักการของ COSO – Enterprise Risk Management ซึ่งเป็นกรอบการบริหารความเสี่ยง ที่อาจเรียกได้ว่าเป็น Good หรือ Best Practice ที่นิยมเรียกกัน และนำไปปฏิบัติใช้กันทั่วโลก ในทุกระดับของการบริหาร และการจัดการ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเงิน ความมั่นคงในระดับต่าง ๆ ทั้งด้าน IT และ Non – IT ซึ่งมีเรื่องที่ผู้บริหารควรจะทำความเข้าใจ และน่าจะนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารการจัดการระดับชาติ อย่างมีนัยสำคัญด้วย

ลองมาช่วยสรุปกันเร็ว ๆ นะครับว่า กรณีมาบตาพุด มีหน่วยงานต่าง ๆ และบุคลากรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ ตั้งแต่การฟ้องร้อง ไปจนถึง การระงับชั่วคราว มิให้มีการก่อสร้างเพิ่มเติม ทั้ง 76 โครงการ นั้น ได้พิจารณาในมุมมองของการบริหารความเสี่ยง แบบสอดประสานและบูรณาการ (Alignment and Integration Management) หรือไม่

หากผู้ที่เกี่ยวข้อง พิจารณาผลประโยชน์ของสังคม และผู้มีผลประโยชน์ร่วม ตามหลักการของ CG + ITG + GRC ซึ่งผมได้เคยอธิบายไว้ในหัวข้อต่าง ๆ ในเว็บนี้แล้วนั้น ก็จะพบว่า การพิจารณาของผู้ที่เกี่ยวข้อง ในกรณีที่เกิดขึ้น เท่าที่ผ่านมา มิใช่เฉพาะในกรณีมาบตาพุดนี้เท่านั้น ส่วนใหญ่จะพิจารณา ให้น้ำหนัก และตัดสินใจในมุมมอง ๆ เดียว เป็นสำคัญ โดยให้น้ำหนักและสนใจผลกระทบต่อผู้มีผลประโยชน์ร่วม หรือ Stakeholders หรือสังคม ทั้งภายนอกและภายในประเทศ ค่อนข้างน้อยมาก หรือบางกรณี แทบไม่พิจารณาในมุมมองของ Stakeholders ด้วยซ้ำไป

ผมมีภาพที่ได้ทำขึ้นในวันนี้ เพื่อใช้เป็นคำอธิบายแทนตัวอักษรหลายพันคำ เพียงเพื่อแสดงให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาว่า หากเราต้องพิจารณาผลประโยชน์ของสังคม ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติ และทุกกลุ่มของผู้มีผลประโยชน์ร่วม แทนการพิจารณาเพียงมุมมองหนึ่งมุมมองใด หรือให้น้ำหนักมุมมองหนึ่งมุมมองใด อย่างไม่ได้ดุลยภาพเท่าที่ควร ผลที่เกิดต่อเป้าประสงค์ ระดับต่าง ๆ ของชาติ และสังคม จะเป็นเช่นใด

ความโปร่งใส และการปฎิบัติโดยเท่าเทียมกันของสังคม ในประเทศ จะนำไปสู่ความร่วมมือ ด้วยความเข้าใจ ด้วยความเต็มใจ เพื่อการขับเคลื่อนเป้าประสงค์ในระดับองค์กร และเป้าประสงค์ในระดับประเทศ

ความยุติธรรมที่สังคมในชาติ ต่างพากันเรียกร้อง ในกลุ่มผู้มีผลประโยชน์ร่วมต่าง ๆ จะเกิดขึ้นได้ยาก หากคนในสังคมนั้น ต่างพิจารณาผลประโยชน์ภายในกลุ่มของตนเองที่ต้องเป็นไปตามเป้าประสงค์ในกลุ่มของตนเท่านั้น โดยไม่พิจารณาถึงกลุ่มอื่น ๆ ที่มีมุมมอง และมีเป้าประสงค์ที่แตกต่างกัน

หากทุกคน หรือส่วนใหญ่ในสังคมขาดจิตสำนึก (Conscious) ที่แสดงถึงความรับผิดรับชอบภายในจิตใจของตนเอง จากจิตวิญญาณ (Spiritual) ที่มุ่งมั่น และคำนึงถึงผลประโยชน์ของสังคมในชาติ โดยรวม แนวการพิจารณาและตัดสินใจ ในเรื่องหนึ่งเรื่องใด ก็จะไม่พิจารณาเพียงมุมมองเดียวเป็นอันขาด เพราะการพิจารณาดังกล่าว จะนำไปสู่ความแตกแยกทางความคิด แตกแยกทางการกระทำ และนำไปสู่ความไม่เข้าใจกันของสังคมภายในชาติในที่สุด

องค์กรและประเทศชาติ ต้องการผู้รู้ที่เข้าใจการบริหารภาพแบบสอดประสานและบูรณาการ เพื่อผลประโยชน์ของสังคมและคนในประเทศชาติโดยรวม ดังนั้น ผู้บริหารในทุกองค์กร และผู้บริหารในระดับชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เกี่ยวข้องกับ การให้ความยุติธรรม การให้ความโปร่งใส การมีความรู้ มีศักยภาพ ในงานที่ตนทำ โดยการพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ การมีความรับผิดชอบ ในภาระหน้าที่ที่ตนเองดูแล ถึงแม้จะไม่ได้ปฏิบัติโดยตรง ก็คงต้องรับผิดชอบ (Accountability) ในผลของงานที่เกิดขึ้น

รวมทั้ง การมีจิตสำนึกที่ต้องการสร้างคุณค่าเพิ่ม โดยการบริหารกลยุทธ์ ในระดับองค์กรและระดับประเทศ เพื่อให้เกิด Long Term Value Creation ภายใต้หลักการปฏิบัติโดยเท่าเทียมกัน และภายใต้การดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ที่ได้ดุลยภาพและสัมพันธ์กับผู้มีผลประโยชน์ร่วมในสังคม

หากประเทศเราสามารถทำได้ในทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมจริง ๆ ประเทศไทยเราจะได้ประโยชน์โดยตรงจากความเชื่อมั่น เพื่อสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเท่าเทียมกันและยอมรับได้ในที่สุดนะครับ

ข้อสำคัญก็คือ ผู้นำในระดับองค์กร และในระดับชาติ ควรมีความรู้ ความเข้าใจในหลักการของ GRC – Governance + Risk Management + Compliance ซึ่งพิจารณาว่าเป็น Integrity – Driven Performance ตามที่ได้กล่าวในหัวข้อต่าง ๆ มาแล้ว อย่างแท้จริง

 

Leave a Reply