เกณฑ์การประเมินการบริหารความเสี่ยงของรัฐวิสาหกิจ ประจำปี 2553 (ต่อ) และเกร็ดความเข้าใจในบางมุมมอง

ในช่วงเวลานี้ ผมกำลังนำหลักเกณฑ์การประเมินรัฐวิสาหกิจประจำปี 2553 ที่กระทรวงการคลัง โดย สคร. ร่วมกับคณะกรรมการประเมินผลชุดต่าง ๆ ที่ได้ศึกษาและกำหนดเกณฑ์การประเมินผลของรัฐวิสาหกิจ ประจำปี 2553 มานำเสนอ เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ติดตามเพิ่มเติมจากแหล่งที่เป็นที่มาหลัก ๆ ก็คือ สคร. และ ทริส

ผมจะพยายามนำเสนอความเข้าใจเพิ่มเติมในบางมุมมองที่เกี่ยวข้องกับการประเมิน และการปฏิบัติงานการบริหารของ รส. โดยใช้รูปภาพ หรือแผนภาพ แทนการอธิบายด้วยลายลักษณ์อักษร เพื่อประกอบความเข้าใจตามสมควร ควบคู่กันไปกับการนำเสนอหลักเกณฑ์การประเมินตามหลักการของ สคร.

ความเข้าใจเพิ่มเติมในบางมุมมองที่เกี่ยวข้องกับการประเมิน และการปฏิบัติงานการบริหารของรัฐวิสาหกิจ

ต่อจากนี้ จะเป็นเกณฑ์การประเมินผลการบริหารความเสี่ยงของ รส. ในส่วนที่ 2 ซึ่งเป็นเกณฑ์เพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง ที่ยังคงค้างกันเอาไว้จากครั้งที่แล้ว ผมจะขอต่อด้วยเกณฑ์ข้อที่ 2 เลยนะครับ

2. มีกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกับการกำหนดนโยบาย/กลยุทธ์/การวางแผน/การลงทุน

3. มีการทบทวนและปรับปรุงการบริหารความเสี่ยงสม่ำเสมอและทำการปรับปรุงเมื่อจำเป็น เช่น ควรมีการปรับปรุงแผนการบริหารความเสี่ยงตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป หรือในกรณีที่ผลการบริหารความเสี่ยงไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด ได้แก่
– การกำหนดนโยบาย โครงสร้าง และความรับผิดชอบ
– พัฒนากระบวนการบริหารความเสี่ยงที่ดีและสอดคล้องกับประเด็นปัญหา/อุปสรรคที่ผ่านมา
– พัฒนาอบรม และสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจตรง

4. จัดให้มีบรรยากาศและวัฒนธรรมที่สนับสนุนการบริหารความเสี่ยง เช่น จรรยาบรรณ และผู้บริหารรับฟัง การท้วงติงของความเสี่ยง รวมถึงมีการปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ เช่น การสื่อสารสองทางที่มีประสิทธิภาพ และความรับผิดชอบของการบริหารความเสี่ยง เป็นต้น โดยพิจารณาเพิ่มเติมถึงความสำเร็จของแผนงาน/โครงการ ที่แสดงให้เห็นถึงการสำรวจทัศนคติของพนักงานในเรื่องการบริหารความเสี่ยงขององค์กร

4.1. ความเหมาะสมและเพียงพอของช่องทางในการสนับสนุนการบริหารความเสี่ยง

4.2. ประสิทธิผลของการใช้ช่องทางในการสนับสนุนการบริหารความเสี่ยง

4.3. การสำรวจทัศนคติของพนักงานในเรื่องการบริหารความเสี่ยงขององค์กร

5. มีการบริหารความเสี่ยงและมีการสนับสนุนการบริหารฯ เพื่อเพิ่มมูลค่าฯ (Value Enhancement)

5.1. ปฏิบัติตามแผนบริหารความเสี่ยงประจำปีครบถ้วน

5.2. มีการวิเคราะห์/บริหารความเสี่ยงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงิน ทั้งการแสวงหารายได้ การวิเคราะห์ กำหนดนโยบายและเป้าหมายทางการเงินโดยเฉพาะในเรื่องของอัตราการเติบโตทางการเงิน (Growth, Return) หรือการควบคุม/บริหารต้นทุนและ/หรือค่าใช้จ่ายที่ต้องเชื่อมโยงกับการวิเคราะห์และบริหาร ความเสี่ยง หรือการที่รัฐวิสาหกิจมีการวิเคราะห์/บริหารความเสี่ยง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ไม่ใช่การเงิน เช่น การบริหารความเสี่ยงเพื่อเพิ่มคุณภาพการบริการ/ความพึงพอใจ หรือเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการตลาด เป็นต้น รวมถึงการที่องค์กรมีการวิเคราะห์ความเสี่ยงเพื่อเป็นพื้นฐานของการบริหารความเสี่ยงเพื่อสร้างสรรค์มูลค่าขององค์กร (Value Creation) โดยการวิเคราะห์ความเสี่ยงเพื่อสร้างความมั่นใจถึงการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) ซึ่งจะส่งเสริมพัฒนาทักษะ ความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ของบุคลากร รวมถึงการส่งเสริมและสร้างบรรยากาศเพื่อก่อให้เกิดนวัตกรรมและการสร้างสรรค์ขององค์กร เช่นเดียวกัน

5.2.1. การวิเคราะห์/บริหารความเสี่ยงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงิน

5.2.2. วิเคราะห์/บริหารความเสี่ยงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่มิใช่ทางการเงิน

5.2.3. การวิเคราะห์ความเสี่ยงเพื่อสร้างความมั่นใจถึงการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization)

หลักการองค์กรแห่งการเรียนรู้ 5 ประการของ Peter Senge ประกอบด้วย
1. Systems Thinking กระบวนการคิด/วางแผน/จัดการที่เป็นระบบ
2. Personal Mastery การสร้างวินัยของบุคคล
3. Mental Models การปรับเปลี่ยนแนวความคิดของบุคคล
4. Building shared vision การมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน
5. Team learning การเรียนรู้ของกลุ่ม/ฝ่าย/ทีม

5.3. มีการสื่อสารถึงคณะกรรมการตรวจสอบและผู้บริหารระดับสูงสุด อย่างต่อเนื่อง (ตามที่ระบุ/กำหนดไว้ในคู่มือการบริหารความเสี่ยง)

การสื่อสารภายใน ควรจะสื่อถึงเรื่องดังต่อไปนี้อย่างมีประสิทธิผล
• ความสำคัญและความจำเป็นของการบริหารความเสี่ยงขององค์กรที่มีประสิทธิผล
• วัตถุประสงค์ขององค์กร
• ระดับความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้ และช่วงความเบี่ยงเบนของความเสี่ยงที่ยอมรับได้
• การใช้ภาษาเดียวกันในเรื่องความเสี่ยง
• บทบาทและความรับผิดชอบของบุคลากรที่จะสนับสนุนและนำองค์ประกอบต่างๆ ของการบริหารความเสี่ยงขององค์กรมาใช้

นอกจากความจำเป็นที่ต้องมีการสื่อสารที่เหมาะสมภายในองค์กรแล้ว ยังจำเป็นที่จะต้องมีการสื่อสารภายนอกที่เหมาะสมด้วย ด้วยช่องทางการสื่อสารภายนอกที่เปิดต่อกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะการเปิดช่องทางการสื่อสารเกี่ยวกับระดับความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้กับช่วงความเบี่ยงเบนของความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite และ Risk Tolerance) นั้น มีความสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับองค์กรที่ต้องเชื่อมโยงกับองค์กรอื่น ซึ่งการสื่อสารต่อกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย จะต้องให้สารสนเทศที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มบุคคลนั้น ๆ

ครั้งหน้าผมจะมาต่อในส่วนที่เหลือให้จบ โปรดติดตามต่อนะครับ

 

Leave a Reply