เกณฑ์การประเมินผลการบริหารการจัดการสารสนเทศของรัฐวิสาหกิจ ประจำปี 2553 (ต่อ)

สวัสดีครับท่านผู้บริหาร ผู้ตรวจสอบ และผู้อ่านทุกท่าน สำหรับการประเมินผลการบริหารจัดการสารสนเทศของรัฐวิสาหกิจ ปี 2553 นี้ จะมีเกณฑ์ในการพิจารณาที่ี่เกี่ยวข้องกับการจัดการระบบสารสนเทศอยู่หลายด้านด้วยกัน ซึ่งผมได้นำเสนอประเด็นที่จะต้องพิจารณากันไปแล้ว ในด้านของระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการบริหารจัดการ ระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการบริหารความเสี่ยง ระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการควบคุมและการตรวจสอบภายใน

วันนี้ผมจะำนำเสนอต่อในด้านของระบบสารสนเทศที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียจากภายนอกองค์กร และนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาล ที่องค์กรจะต้องพิจารณาและนำไปปฏิบัิติเืพื่อให้ได้ตามเกณฑ์การประเมินผลฯ ปี 2553 กันครับ

2.5 ระบบสารสนเทศที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียภายนอกองค์กร รวมถึงนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล

ระบบสารสนเทศที่ตอบสนองต่อความต้องการผู้รับบริการ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอกองค์กร และประชาชน รวมถึงนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการดำเนินงานตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ซึ่งประกอบด้วย

2.5.1 การลดขั้นตอนและการอำนวยความสะดวกแก่ผู้รับบริการ / ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอกองค์กร และประชาชน

• การลดระยะเวลาในการให้บริการแก่ผู้ใช้บริการ / อนุมัติ / อนุญาต

เป็นระบบสารสนเทศหรือเทคโนโลยีใดก็ตามที่นำมาใช้ในการสนับสนุนรัฐวิสาหกิจเพื่อที่จะสามารถลดระยะเวลาในการให้บริการ / อนุมัติ / อนุญาต แก่ผู้ใช้บริการได้ เพื่อก่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็วในการปฏิบัติงาน และได้รับความพึงพอใจจากผู้ใช้บริการ

กระบวนการในการที่จะนำระบบหรือเครือข่ายสารสนเทศ (Application Program and Information Network) เข้ามาใช้ในการลดระยะเวลาในการให้บริการนั้น มีอยู่หลายวิธีด้วยกัน เช่น การนำระบบคอมพิวเตอร์มาช่วยลดขั้นตอนการทำงาน ระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถตรวจสอบความถูกต้องจากข้อมูลของผู้ใช้บริการ และสามารถที่จะสรุปได้ว่าควรให้ดำเนินการต่อหรือไม่ควรให้ดำเนินการต่อ หรือการใช้เครือข่ายต่างๆ (Internet / Extranet) เข้ามาเชื่อมต่อ หากลักษณะของการให้บริการสามารถให้บริการผ่านเครือข่ายได้ ทำให้ลดระยะเวลา ระยะทาง ฯลฯ ดังเช่นการขอข้อมูลจากกรมทะเบียนการค้า ซึ่งมีข้อมูลให้บริการดาว์นโหลดผ่านทางอินเทอร์เน็ต เป็นต้น

แนวทางโดยสรุป : การนำระบบหรือเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้สนับสนุนในการลดระยะเวลาในการให้บริการ / อนุมัติ / อนุญาต แก่ผู้ใช้บริการได้ โดยมีการกำหนดว่าจะลดในขั้นตอนใด เป็นเวลาเท่าไร ทำให้ผู้ใช้บริการเกิดความพึงพอใจ เกิดผลสัมฤทธิ์ และความคุ้มค่าต่อภารกิจของรัฐ ทำให้สามารถดำเนินงานได้ทันต่อสถานการณ์

ตัวอย่าง : การมีระบบบริการแบบอัตโนมัติซึ่งผู้ใช้บริการจะได้รับคำตอบและใช้บริการจากระบบได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องใช้เจ้าหน้าที่คอยให้บริการ หรืออาจจะบริการแบบกึ่งอัตโนมัติ ประชาชน บริษัทเอกชน และหน่วยงานอื่นๆ สามารถเชื่อมโยงเข้ามาใช้บริการได้ทั้งทาง Intranet/Internet ซึ่งจากเดิมต้องเดินทางมาใช้บริการที่องค์กร ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ซึ่งเมื่อนำระบบบริการแบบอัตโนมัติมาใช้ ทำให้สามารถลดเวลาในการดำเนินการได้ เหลือแค่ครึ่งชั่วโมง เป็นต้น ดังตัวอย่างจากบริษัท GUESS ที่ผลิตและขายเสื้อผ้าประเภทยีนส์ โดย GUESS ใช้ระบบและอุปกรณ์ Network ของ Cisco System ซึ่งใช้สำหรับสร้างเครือข่ายภายในบริษัท และอินเทอร์เน็ต สำหรับติดต่อกับ ลูกค้า กับ Supplier และใช้ Software ของ PeopleSoft และ Commerce One ในการสร้าง Website Apparel Buying Network (www.Apparelbuy.com) ซึ่งมีระบบที่เรียกว่า Guess’s core order processing system ทำให้ทั้งลูกค้า ร้านค้าขายปลีก รวมทั้ง Supplier สามารถติดต่อบริษัท ทั้งในเรื่องของการสั่งซื้อสินค้า การตรวจสอบ Catalog สินค้า และการจัดส่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัทได้ ส่งผลให้บริษัทสามารถเพิ่มยอดบริการ ยอดขาย รายได้ และลดต้นทุนในส่วนของกระบวนการสั่งซื้อสินค้า และอื่นๆ

ในกรณีที่แผนงานไม่ชัดเจน หรือ ผลลัพธ์ไม่สอดคล้องกับหัวข้อประเมิน จะพิจารณาจาก :
– มีการดำเนินการลดระยะเวลาการให้บริการได้ในส่วนของผู้ใช้บริการภายนอกโดยเห็นผลอย่างชัดเจนและมีการสำรวจหรือหลักฐานอ้างอิงว่าผู้ใช้บริการภายนอกได้มีความพึงพอใจ

• ความสะดวกในการให้บริการ เช่น การนำระบบสารสนเทศเข้ามาช่วยการสื่อสารภายนอกองค์กร การติดต่อกับรัฐวิสาหกิจได้หลายช่องทาง หรือ การให้บริการ Online

ระบบสารสนเทศที่สามารถนำเข้ามาช่วยในการให้บริการผู้รับบริการภายนอกองค์กร (ประชาชน ลูกค้า ผู้ใช้บริการ หรือบริษัทคู่ค้า ฯลฯ) ได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งระบบสารสนเทศที่ช่วยในการสื่อสารภายนอกองค์กร โดยการสื่อสารระหว่างกันนั้น ข้อมูลสามารถถูกส่งออกไปได้ยังส่วนต่าง ๆ อย่างง่ายดาย ซึ่งองค์กรต่าง ๆ มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจมาเป็นแบบนี้มากขึ้นทุกขณะ เพื่อความสะดวกในการบริการจัดการและความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า

แนวทางโดยสรุป : เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถติดต่อกับรัฐวิสาหกิจได้หลายช่องทาง และให้บริการผ่านทางช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วยความรวดเร็ว รวมทั้งมีความสะดวกในการใช้บริการ และสามารถสื่อสารกับภายนอกองค์กรเพื่อเป็นการให้ข้อมูลกับผู้มีส่วนได้เสียให้เกิดความเข้าใจ รวมทั้งการแจ้งข่าวสาร การประชาสัมพันธ์ต่างๆ นอกจากนี้ยังรวมถึงการประสานงานกับภายนอกองค์กรเพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ตัวอย่าง : การแจ้งข้อมูลข่าวสารให้ผู้สนใจหรือผู้รับบริการทราบผ่านทาง e-mail และเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับการสื่อสารกับบริษัทคู่ค้าได้โดยตรงโดยไม่ต้องใช้สื่อตัวกลางและขั้นตอนการสื่อสารตัวกลางที่มีประสิทธิภาพต่ำทั้งหลาย นอกจากนี้องค์กรสามารถจัดตั้งเว็บไซต์ที่ทำงานและพร้อมให้บริการแก่ลูกค้าได้ตลอดเวลา

ในกรณีที่แผนงานไม่ชัดเจน หรือ ผลลัพธ์ไม่สอดคล้องกับหัวข้อประเมิน จะพิจารณาจาก :
– มีการให้ความสะดวก Stakeholder เท่าที่พึงกระทำได้ โดยการให้บริการ Online และการติดต่อรัฐวิสาหกิจได้หลายช่องทางและมีการสำรวจหรือหลักฐานอ้างอิงว่าทุก Stakeholder มีความพึงพอใจ
– มี Website (คุณภาพของ Website ประเมินที่ 2.5.4)
– มีระบบ E-mail แจ้งข่าวให้บุคคลภายนอกที่สนใจ หรือ webboard ให้แสดงความคิดเห็น
– มี Call Center

• การเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานอื่นเพื่อลดความซ้ำซ้อนของงาน / เอกสารที่ประชาชนต้องมาติดต่อ

เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานอื่น ซึ่งแต่ละหน่วยงานจะต้องมีระบบการจัดการฐานข้อมูล Database Management System (DBMS) ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนและใช้ข้อมูลร่วมกันได้ ลดความซ้ำซ้อนในการจัดเก็บของข้อมูล (Data Redundancy) และลดเอกสารที่ประชาชนจำเป็นต้องใช้ในการติดต่อ ก่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว ลดค่าใช้จ่าย และเกิดความพึงพอใจต่อผู้ใช้บริการ

โดยแต่ละหน่วยงานจะต้องมีระบบการจัดการฐานข้อมูล (DBMS) ที่จะใช้สำหรับจัดเก็บข้อมูล และระบบเครือข่าย (Network) ที่ใช้สำหรับเชื่อมโยงและดึงข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ และแต่ละหน่วยงานจะต้องมีการตกลงกันในเรื่องของมาตรฐานรูปแบบของข้อมูล (Data Definition) ที่จะใช้ร่วมกันด้วย รวมถึงการกำหนดมาตรฐานของการเข้าถึงข้อมูลในเบื้องต้นด้วย

แนวทางโดยสรุป : การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างรัฐวิสาหกิจกับหน่วยงานอื่น โดยผ่านทางเครือข่ายสารสนเทศ เพื่อทำให้สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ และสามารถลดความซ้ำซ้อนของงาน รวมถึงเอกสารที่ประชาชน / ผู้ใช้บริการ ต้องใช้ในการติดต่อ ก่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็วในการปฏิบัติงานให้แก่ประชาชน/ผู้ใช้บริการ เกิดผลสัมฤทธิ์และความคุ้มค่าต่อภารกิจของรัฐ ทำให้สามารถดำเนินงานได้ทันต่อสถานการณ์

ตัวอย่าง : บริษัทเอกชนต้องการข้อมูลปริมาณข้าวในแต่ละปีของประเทศไทยที่ผลิตและส่งออกได้ จึงทำการขอข้อมูลจากกระทรวงเกษตร กระทรวงเกษตรจึงดึงข้อมูลการส่งออกข้าวจากกรมการค้าต่างประเทศ แล้วก็ให้ข้อมูลแก่บริษัทเอกชนนั้น เป็นการลดขั้นตอน และเอกสารอื่นๆของทางราชการที่ทางกระทรวงเกษตรต้องใช้ในการขอข้อมูลการส่งออกข้าวจากกรมการค้าต่างประเทศ อีกตัวอย่างได้แก่ระบบ EDI (Electronic Data Interchange) ของกรมศุลกากร ซึ่งเป็นหน่วยงานแรกที่นำระบบ EDI มาใช้ ระบบ EDI เป็นวิธีการดำเนินธุรกิจ ซึ่งทุกกิจกรรมนับตั้งแต่การสั่งสินค้า จนถึงการจ่ายเงินจะกระทำโดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกิจ ผ่านคอมพิวเตอร์ขององค์กรที่เกี่ยวข้อง โดยแทนที่วิธีการเดินเอกสารแบบเดิม ซึ่งจากข้อมูลของกรมศุลกากรในส่วนของประโยชน์ที่ได้รับ คือ สามารถออกของได้รวดเร็ว ลดความผิดพลาดของข้อมูล ลดต้นทุนการบริหารสินค้าคงคลัง ลดค่าใช้จ่ายทางด้านเอกสาร ประหยัดเวลาในการติดต่อ มีระบบข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัย และได้เปรียบคู่แข่งที่อยู่นอกระบบ

ในกรณีที่แผนงานไม่ชัดเจน หรือ ผลลัพธ์ไม่สอดคล้องกับหัวข้อประเมิน จะพิจารณาจาก :
– มีการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภายนอก/หน่วยงานอื่นเพื่อช่วยลดความซ้ำซ้อนของงาน/เอกสารที่ประชาชนต้องมาติดต่อและสามารถดำเนินการได้จริง ทำให้ผู้ใช้บริการ/ประชาชนได้รับความครบทุกบริการที่เป็นไปได้ และได้รับความสะดวกอย่างชัดเจน

• One Stop Service ทั้งในการให้บริการต่าง ๆ ของรัฐวิสาหกิจที่จุดเดียว และ / หรือการร่วมกับหน่วยงานอื่นเพื่อให้บริการร่วมกันที่จุดเดียว

รัฐวิสาหกิจสามารถให้บริการที่จุดเดียวได้เสร็จสิ้น ในกรณีที่เป็นการให้บริการภายในหน่วยงานเดียว ผู้ขอรับบริการติดต่อที่จุดเดียว ไม่ต้องติดต่อหลายจุด หลายขั้นตอน ในกรณีที่การให้บริการที่จำเป็นต้องติดต่อหลายหน่วยงาน ผู้ขอรับบริการไม่จำเป็นต้องเดินทางไปติดต่อกับทุกหน่วยงาน หากแต่ติดต่อผ่านหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงหน่วยงานเดียวเท่านั้น

โดยแต่ละหน่วยงานจะต้องมีระบบการจัดการฐานข้อมูล (DBMS) ที่จะใช้สำหรับดึงข้อมูล และระบบเครือข่าย (Network) ที่ใช้สำหรับเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานอื่น และต้องมีการตกลงกันในเรื่องของมาตรฐานรูปแบบของข้อมูล (Data Definition) ที่จะใช้ร่วมกันด้วย รวมถึงการกำหนดมาตรฐานของการเข้าถึงข้อมูลในเบื้องต้น อย่างหน่วยงานราชการที่ให้บริการ เช่น โรงพยาบาล สถานีอนามัย มีการเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลกลาง ซึ่งใช้ในการปรับปรุง แก้ไขข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งระบบที่เป็นข้อมูลของทางราชการนี้ ประชาชนหรือผู้ใช้บริการสามารถติดต่อหรือดำเนินการธุรกรรมต่างๆได้ที่จุดเดียว ผู้ใช้บริการไม่จำเป็นต้องไปติดต่อกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน

สำหรับบางรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากกระบวนการวิธีการให้บริการที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อาจจะเป็นในลักษณะของ Manual และมีการติดต่อกับลูกค้าหรือผู้ใช้บริการโดยตรง ดังนั้นการนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ อาจจะส่งผลกระทบต่อกระบวนการวิธีการให้บริการแบบเดิม (Traditional Processing) เพราะฉะนั้นรัฐวิสาหกิจจำเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งในส่วนของบุคลากร กฎระเบียบข้อบังคับ วัฒนธรรมองค์กร และส่วนอื่น ๆ ที่มีผลโดยตรง

แนวทางโดยสรุป : One Stop Service เป็นการให้บริการต่าง ๆ ของรัฐวิสาหกิจ ณ ศูนย์บริการร่วม และ / หรือการร่วมกับหน่วยงานอื่นเพื่อให้บริการร่วมกัน ณ ศูนย์บริการร่วม เพื่อให้ประชาชน / ผู้ใช้บริการสามารถติดต่อสอบถาม ขอทราบข้อมูล ขออนุญาต หรือขออนุมัติ ได้ ณ ศูนย์บริการร่วมเพียงแห่งเดียว

ตัวอย่าง : โครงการ OSCAR (One-Stop-Change-of-Address-Reporting-Services) เป็นการให้บริการของสิงคโปร์ ซึ่งช่วยให้การเปลี่ยนที่อยู่ของชาวสิงคโปร์เป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็ว โดยประชาชนแจ้งเปลี่ยนที่อยู่กับหน่วยงานเพียงหน่วยงานเดียว หน่วยงานอื่นๆ ที่มีฐานข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่นั้น จะเปลี่ยนตาม โดยที่ไม่ต้องไปแจ้งกับทุกองค์กรที่รับผิดชอบในการเปลี่ยนที่อยู่ของประชาชน

ในกรณีที่แผนงานไม่ชัดเจน หรือ ผลลัพธ์ไม่สอดคล้องกับหัวข้อประเมิน จะพิจารณาจาก :
– มีจุด One Stop Service และให้บริการได้ครอบคลุมในงานของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ
– จุด One Stop Service สามารถร่วมให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับหน่วยงานอื่นได้ เช่น ชำระ/บริการของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวเนื่อง
– มีการจัดทำ One Stop Service กับหน่วยงานภายนอกอื่นและอยู่ที่หน่วยงานภายนอกอื่น

2.5.2 ระบบสารสนเทศที่สามารถ Share ข้อมูลกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องภายนอกองค์กรได้

ระบบสารสนเทศที่ต่างฝ่ายที่มีข้อมูลจะต้องหารือร่วมกันเพื่อ Share ข้อมูลในลักษณะของการเข้าสู่ข้อมูลของหน่วยงานอื่น โดยมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีเพื่อป้องกันผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ใช้ข้อมูล โดยจะต้องมีระบบการจัดการฐานข้อมูล (DBMS) ของแต่ละระบบงาน (Transaction Processing System) และระบบเครือข่าย (Network) ที่ใช้สำหรับเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบของหน่วยงานอื่นภายนอกองค์กร และต้องมีการตกลงกันในเรื่องของมาตรฐานรูปแบบของข้อมูล (Data Definition) ที่จะใช้ร่วมกัน รวมถึงการกำหนดมาตรฐานของการเข้าถึงข้อมูลในเบื้องต้น เพื่อความปลอดภัยในการใช้ข้อมูลร่วมกัน

แนวทางโดยสรุป : ระบบสารสนเทศที่สามารถ Share ข้อมูลกับหน่วยงานอื่นภายนอกองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้มาตรฐานรหัสข้อมูลและมาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลเดียวกัน ผ่านเครือข่าย Intranet ของภาครัฐความเร็วสูงที่มีระบบการกำกับการเข้าถึงข้อมูลที่เหมาะสม โดยมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีเพื่อป้องกันผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ใช้ข้อมูลเข้าถึงข้อมูลได้

ตัวอย่าง : การให้บริการทะเบียนราษฎร์ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งระบบสารสนเทศของกรม การปกครอง ที่มีระบบการจัดการฐานข้อมูล (Database Management System) ทะเบียนราษฎร์ซึ่งสามารถเชื่อมโยง และดึงข้อมูลทะเบียนราษฎร์ จากระบบฐานข้อมูลของสำนักงานทะเบียนจังหวัดทั้ง 75 แห่งได้ ซึ่งสามารถ Share ข้อมูลกับหน่วยงานอื่น เพื่อให้บริการประชาชนได้

ในกรณีที่แผนงานไม่ชัดเจน หรือ ผลลัพธ์ไม่สอดคล้องกับหัวข้อประเมิน จะพิจารณาจาก :
– การ Share ข้อมูลกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องภายนอกองค์กร
– การ Share ข้อมูลเพื่อให้กระทรวงเจ้าสังกัดได้ข้อมูลที่ต้องการ
– ข้อมูลมีความทันกาล
– มี Security ที่ดีในการเข้าถึงข้อมูล

2.5.3 การดำเนินการหรือแผนงานเพื่อสนับสนุนนโยบายต่าง ๆ ที่จำเป็นจะต้องนำระบบสารสนเทศเข้ามาช่วย เช่น การปิดบัญชีรายไตรมาส เป็นต้น

การมีระบบสารสนเทศที่เหมาะสม และสามารถรองรับการดำเนินงานหรือแผนงานต่างๆ เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

องค์กรจะต้องมีการดำเนินการหรือแผนงานที่เกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศ ที่สามารถจะนำมาใช้สนับสนุน หรือรองรับนโยบายต่างๆของรัฐบาล เช่น การปิดบัญชีรายไตรมาส การปิดบัญชีรายปีเพื่อส่งงบการเงินให้สำนักงาน ตรวจเงินแผ่นดิน เป็นต้น ก็จะต้องมีระบบสารสนเทศด้านการบัญชี (Accounting Information System) ที่สามารถปิดบัญชีได้อย่างทันเวลา และมีความถูกต้อง โดยอาจจะมีแผนงานในเรื่องของงบประมาณในการจัดซื้อ จัดเตรียมหรือการวางระบบ IT Infrastructure หรือ Network Architecture รวมทั้งจะต้องมีแผนงานในเรื่องของการวิเคราะห์และออกแบบระบบที่ดี (System and Analysis Design Method) ประกอบกับแนวโน้มหรือการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งแผนงานดังกล่าวสามารถแสดงถึงความพร้อม และรองรับ Application Software ใหม่ๆ ที่ แต่ละองค์กรจะต้องพัฒนาขึ้น

แนวทางโดยสรุป : การดำเนินการหรือแผนงาน ที่แสดงถึงความพร้อมที่จะตอบสนองต่อนโยบายต่าง ๆ ที่จำเป็นจะต้องนำระบบสารสนเทศเข้ามาช่วยสนับสนุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวอย่าง : นโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรคของรัฐบาล ซึ่งส่งผลให้โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่งจะต้องมีระบบสารสนเทศ เช่น ระบบฐานการจัดการฐานข้อมูล (DBMS) ของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง ซึ่งระบบฐานข้อมูลจะต้องสามารถเก็บข้อมูล ประวัติของผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค รองรับจำนวนผู้ที่จะมาสมัครเข้าเป็นสมาชิก และสามารถที่จะเชื่อมโยงเข้ากับฐานข้อมูลของโรงพยาบาลแต่ละแห่งของรัฐบาลได้ และสามารถที่จะใช้ข้อมูลร่วมกัน เพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็วในการให้บริการ และการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เช่น หากผู้ใช้บริการทำบัตร 30 บาทรักษาทุกโรคกับโรงพยาบาลที่หนึ่ง ก็จะต้องสามารถนำบัตรเดียวกันนี้ไปใช้กับโรงพยาบาลของรัฐบาลอีกที่หนึ่งได้ โดยโรงพยาบาลที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลจากระบบฐานข้อมูลของโรงพยาบาลที่มีข้อมูลของผู้ใช้บริการอยู่แล้ว ก็สามารถที่จะนำข้อมูลของผู้ใช้บริการดังกล่าวมาใช้ได้ทันที ไม่จำเป็นต้องมีการลงบันทึกประวัติผู้ใช้หรือทำการสมัครสมาชิกใหม่ ซึ่งเป็นการจัดเก็บข้อมูลที่ซ้ำซ้อน และสูญเสียเวลาในการปฏิบัติงานโดยไม่จำเป็น

ในกรณีที่แผนงานไม่ชัดเจน หรือ ผลลัพธ์ไม่สอดคล้องกับหัวข้อประเมิน จะพิจารณาจาก :
– มีการดำเนินการหรือแผนงานที่เกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศเพื่อนำมาใช้สนับสนุนหรือรองรับนโยบายต่าง ๆ ของรัฐ เช่น การปิดบัญชีรายไตรมาสได้ภายใน 45 วัน และปิดบัญชีรายปีได้ภายใน 90 วัน เป็นต้น
– ได้ดำเนินการตามนโยบายที่สำคัญขององค์กรที่มีความจำเป็นต้องนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้อย่างสมบูรณ์

2.5.4 การเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ผ่านทางเว็บไซต์อย่างเหมาะสม

เว็บไซต์เป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องมีข้อมูลที่เหมาะสมและทันกาลเพื่ออำนวยความสะดวกและเป็นข้อมูลสำหรับผู้ที่สนใจให้สามารถติดตามได้อย่างสม่ำเสมอ

แนวทางโดยสรุป : การเปิดเผยข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์ทั้งทางด้านการเงินและมิใช่การเงินโดยมีเนื้อหาที่เพียงพอเหมาะสมกับความต้องการของผู้ที่สนใจติดตามข้อมูล รวมถึงมีการปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยอยู่เสมอ และสะดวกในการเข้าถึงหรือค้นหาข้อมูล อย่างไรก็ตามข้อมูลที่เปิดเผยต้องอยู่ในกรอบที่องค์กรสามารถเปิดเผยต่อสาธารณชนได้

ตัวอย่าง : เว็บไซต์ควรประกอบด้วยข้อมูลทางด้านการเงินและไม่ใช่การเงิน เช่น รายงานประจำปี ผลการดำเนินงาน ผู้บริหาร โครงสร้างองค์กร ข้อมูลทางสถิติต่าง ๆ ข่าวสารสำคัญขององค์กร รายละเอียดของช่องการติดต่อกับองค์กรที่มีสาระพอเพียงและมีข้อมูลที่ทันกาล เป็นต้น

ในกรณีที่แผนงานไม่ชัดเจน หรือ ผลลัพธ์ไม่สอดคล้องกับหัวข้อประเมิน จะพิจารณาจาก :
– ความทันสมัยของข้อมูลในเว็บไซต์ และความสะดวกในการค้นหาข้อมูล
– รายละเอียดในเว็บไซต์ เช่น
o มีประวัติ ภารกิจ โครงสร้าง
o มีที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ (ลงระดับฝ่าย) e-mail
o มีข่าวทั่วไป ข่าวของหน่วยงาน
o มีภาษาเพื่อเลือกแสดงผลมากกว่า 1 ภาษา
o มี link ทั่วไป และ link ที่เกี่ยวข้อง
o มีข้อมูลกฎระเบียบ ขั้นตอนบริการ แบบฟอร์มดาวน์โหลด
o มีคำแนะนำ website หรือ ผัง website
o เปิดเผยรายงานประจำปี
o การเปิดเผยข้อมูลด้านการเงินรายปี/รายไตรมาส
o มีการเปิดเผยข้อมูลด้านผลการดำเนินงาน (Operation)

ในความตั้งใจจริงของผมแล้ว ผมตั้งใจไว้ว่าจะจบการนำเสนอในเรื่องของเกณฑ์การประเมินผลการบริหารจัดการสารสนเทศฯ ในวันนี้ แต่ด้วยความที่มีหลักเกณฑ์และประเด็นในการพิจารณาที่สำคัญและค่อนข้างละเอียด ผมจึงขอยกประเด็นการพิจารณาด้านระบบสารสนเทศที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียภายในองค์กรไปนำเสนอในครั้งต่อไปนะครับ

 

Leave a Reply