Archive for ตุลาคม 24th, 2009

การวางแผนการตรวจสอบ ทางด้าน IT Audit – General Control และ Application Control ในองค์กรที่ใช้คอมพิวเตอร์

ผมเคยพูดถึง ขั้นตอนการวางแผนการตรวจสอบในองค์กรที่ใช้คอมพิวเตอร์ ในภาพกว้าง ตามมุมมองต่าง ๆ มาแล้ว วันนี้ ก่อนที่จะลงรายละเอียดในเรื่อง การตรวจสอบทางด้าน IT และ Non – IT Audit ผมใคร่จะขอกล่าวถึง ขั้นตอนและการวางแผนงานการตรวจสอบทางด้าน General Control และ Application Control ซึ่งเป็นการตรวจสอบงานทางด้านคอมพิวเตอร์ หรือ IT

ขอให้ผู้ตรวจสอบลองศึกษารายละเอียดของ ขั้นตอนการวางแผนการตรวจสอบทางด้าน IT ที่อธิบายด้วยแผนภาพย่อ ๆ แสดงความสัมพันธ์ของการวางแผนการตรวจสอบ ขั้นตอนที่ 1 จนถึงขั้นตอนที่ 11 โดยแสดงความสัมพันธ์ของงานการตรวจสอบทางด้าน IT ที่เชื่อมโยงไปถึง การตรวจสอบทางด้าน Non – IT รวมทั้งการตรวจสอบความถูกต้องของรายงานทางการเงินที่เป็นหัวใจของการบริหาร และการจัดการในระดับสูงที่ต้องใช้ข้อมูลจากรายงานต่าง ๆ ในการตัดสินใจ และดำเนินการสั่งการในเรื่องที่เกี่ยวข้อง

จากแผนภาพที่แสดงขั้นตอนความเกี่ยวพันในการวางแผนการตรวจสอบ ดังจะกล่าวต่อไปนี้นั้น ขอให้ผู้ตรวจสอบ และคณะกรรมการตรวจสอบ รวมทั้งผู้บริหารที่เกี่ยวข้องได้ประเมินถึงความเสี่ยง และศักยภาพในการดำเนินงานของสายงานตรวจสอบ ที่จะมีผลกระทบต่อกลยุทธ์การดำเนินงาน ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการดำเนินงาน ความถูกต้องของรายงานทางการเงิน และรายงานต่าง ๆ และการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ ตามหลักการของ COSO – ERM ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงและการควบคุมทางด้าน S – O – F – C ต่อไป

โปรดประเมินจุดอ่อนจากการวางแผนการตรวจสอบ ที่หน่วยงานของท่านดำเนินการอยู่ เปรียบเทียบกับขั้นตอนและการวางแผนการตรวจสอบภาคปฏิบัติ ซึ่งในบางขั้นตอนและบางส่วนของการวางแผนการตรวจสอบภาคปฏิบัติ อาจมีการดัดแปลงให้เหมาะสมและสอดคล้องกับเป้าประสงค์การตรวจสอบ เป็นการเฉพาะกิจในแต่ละเรื่องไปก็ได้ เช่น ในช่วงเศรษฐกิจขาลงของประเทศไทย และของทั่วโลกในปัจจุบัน การตรวจสอบการทุจริตและการตรวจสอบความบกพร่องของการแบ่งแยกหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ Operational Risk จะมีส่วนสำคัญและมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับขั้นตอนและการวางแผนการตรวจสอบ ในช่วงเวลาเศรษฐกิจที่เป็นปกติ หรือในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น เป็นต้น

ขั้นตอนการวางแผนการตรวจสอบตามแผนภาพนี้ จะทยอยเล่าสู่กันฟังอย่างต่อเนื่องกันไปนะครับ

 

จิตสำนึกผิดชอบ/มโนธรรม เป็นเครื่องชี้นำพฤติกรรมและการตัดสินใจที่สำคัญ เพื่อนำไปสู่สันติสุขของบุคลากรและของประเทศโดยรวม

วันนี้ ผมจะพูดเรื่อง จิตสำนึกผิดชอบ ซึ่งรู้จักกันง่าย ๆ ว่าคือ มโนธรรม ที่จะนำไปสู่การสร้างความสามัคคีของคนในชาติ และสังคมของประเทศ ซึ่งกำลังตกต่ำถึงขีดสุดอยู่ในช่วงเวลา เป็นที่ทราบกันดีอยู่ทั่วไป ทั้งในและต่างประเทศแล้วนั้น

ประเทศของเรากำลังต้องการผู้บริหาร และผู้นำในองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ การขับเคลื่อน ความเข้าใจ และความสามัคคีของคนในชาติ ที่ไม่มีการแบ่งแยกก๊ก แยกเหล่า จากพื้นฐานความระแวง ความเกลียดชัง และมีเป้าหมายที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่ม หัวข้อเรื่องจิตสำนึกผิดชอบ ชั่วดี จึงเป็นหัวข้อที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง ที่จะทำให้ผู้มีหน้าที่ต้องตัดสินใจในการขับเคลื่อนสันติสุขและความไพบูลย์ของชาติ ได้เข้าใจและเชื่อมโยงเรื่องนี้เข้ากับหลักการบริหารและการจัดการที่ดี ที่ปัจจุบันก็ยังเป็นนามธรรมมากกว่ารูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำไปปฏิบัติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลักการบริหารบ้านเมืองที่ดี 7 ประการ ที่สัมพันธ์กับหลักการของ Corporate Governance 7 ประการ

กล่าวโดยทั่วไป มนุษย์มีจิตสำนึกผิดชอบ จิตสำนึกผิดชอบชั่วดีนี้ มนุษย์ทุกคนมีความตระหนักอยู่กับใจ แต่การแสดงออกมักสนองตอบที่อาจตรงกันข้ามตามสภาพแวดล้อม และทางวัฒนธรรมของแต่ละคน และของแต่ละกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ความเข้าใจของจิตสำนึกผิดชอบ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผมจะขอกล่าวต่อไป โดยข้อความส่วนใหญ่มาจากหนังสือ Meet Your Conscience ที่แต่งโดย Warren W. Wiersbe ซึ่งได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น ๆ

นักวิทยาศาสตร์พยายามคิดค้นและเสาะหาว่า จิตสำนึกผิดชอบนี้มาจากไหน และก็ได้มีทฤษฎีผิด ๆ ขึ้นหลายทฤษฎีที่อธิบายว่า ต้นกำเนิดของจิตสำนึกผิดชอบพัฒนาขึ้นมาอย่างไร บางคนกล่าวว่า จิตสำนึกผิดชอบนั้น เกิดจากสิ่งที่เป็นภูมิหลังของเรา เป็นส่วนหนึ่งของการวิวัฒนาการ มนุษย์มีการวิวัฒนาการมานับหลายศตวรรษ และจิตสำนึกผิดชอบก็วิวัฒนาการตามมาด้วยกัน วิวัฒนาการทางกายภาพนั้น ชาล์ส ดาวิน เจ้าของหนังสือ The Descent of Man ยังกล่าวว่า “สิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ มากที่สุด ก็คือ สำนึกด้านจริยธรรม หรือ จิตสำนึกผิดชอบ” ดาวินเองไม่สามารถอธิบายได้ว่า จิตสำนึกผิดชอบนี้มาจากไหน

จิตสำนึกผิดชอบไม่ใช่ผลพวงของการวิวัฒนาการ และไม่ใช่สิ่งที่มาจากภูมิหลังของเรา ไม่ได้มาจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ข้าพเจ้าได้ยินการกล่าวอ้างว่า จิตสำนึกผิดชอบนั้นเป็นเพียงการสรุปรวบยอดมาตรฐานต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรานั่นเอง

นักปรัชญาที่ชื่อ โชเป็นเฮาวร์ กล่าวว่า จิตสำนึกผิดชอบนั้นประกอบด้วย “ความกลัวหนึ่งในห้า ความงมงามหนึ่งในห้า ความลำเอียงหนึ่งในห้า อีกหนึ่งในห้าเป็นความเพ้อพก และที่เหลืออีกหนึ่งในห้ามาจากจารีตประเพณี” กล่าวอีกนัยหนึ่ง จิตสำนึกผิดชอบตามความคิดของผู้นี้เป็นเหมือนกับ “ยำรวมมิตร” ซึ่งคน ๆ นั้นนำเอาสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวในสังคมของคนมาประกอบเข้าด้วยกัน

จริงอยู่ สังคมมีส่วนวางมาตรฐานให้แก่เรา แต่สังคมไม่ได้เป็นผู้ให้จิตสำนึกผิดชอบแก่เรา เราทราบว่าจิตสำนึกผิดชอบเป็นองค์ประกอบที่ตอบสนองต่อมาตรฐานที่เรามีอยู่ แต่จิตสำนึกผิดชอบไม่ได้เป็นผู้สร้างมาตรฐานนั้น เช่นเดียวกันกับที่มาตรฐานนั้นไม่ได้สร้างจิตสำนึกผิดชอบ แต่ก็ไม่ได้เป็นแหล่งสร้างความสว่าง เมื่อคนเรามีธรรมเนียมที่ต่างกัน และมาตรฐานที่ต่างกันในที่ต่าง ๆ ทั่วโลก จิตสำนึกผิดชอบของเราก็ยังทำงานเหมือนกัน ไม่ว่าเราจะอยู่ในที่แห่งใดก็ตาม

จิตสำนึกผิดชอบไม่ได้เกิดจากภูมิหลังของเรา หรือมาจากรอบ ๆ ตัวของเรา หรือแม้แต่มาจากในตัวของเรา มีจิตแพทย์จำนวนมาก ต้องการให้เราเชื่อว่า เราเป็นผู้สร้างจิตสำนึกผิดชอบ ซึ่งเป็นเพียงผลพลอยได้จากการเลี้ยงดูและอบรมสั่งสอนของพ่อแม่เรา

จิตสำนึกผิดชอบเป็นปรากฎการณ์ที่เป็นสากล ปรากฎในทุกที่ทุกแห่งทั่วโลก จึงต้องมีแหล่งกำเนิดแหล่งเดียวกัน และที่มาแหล่งเดียวกันนี้คือพระเจ้า หรือผู้ที่เราเคารพศรัทธา และบูชา ที่ได้ทรงประทานจิตสำนึกไว้ในดวงในของมนุษย์ทุกคน ดังนั้นเราจึงต้องระมัดระวังว่า เราจะทำอย่างไรกับจิตสำนึกผิดชอบของเรา เพราะว่าเป็นของประทานจากเบื้องบนให้แก่พวกเราทุกคนโดยไม่เลือกเชื้อชาติและศาสนา

จิตสำนึกผิดชอบเป็นเครื่องชี้นำพฤติกรรมของเรา นี่เป็นเหตุผลที่ว่าจิตสำนึกผิดชอบมีความสำคัญอย่างไร จิตสำนึกผิดชอบเป็นเครื่องชี้นำการกระทำของเรา ในเรื่องการสร้างความสามัคคีและความสมานฉันท์แห่งชาติ เราควรจะใช้จิตสำนึกผิดชอบเป็นเครื่องชี้นำในการดำเนินงานของกลุ่มต่าง ๆ หากเราสามารถให้จิตสำนึกผิดชอบของเรา ซึ่งทุกคนจะรู้อยู่แก่ใจว่าอะไรดี อะไรเลว แล้ว เราจะต้องมีแนวทางและมาตรฐานที่ถูกต้องเป็นเครื่องนำทาง

จิตสำนึกผิดชอบเสริมสร้างความสามัคคี ท่ามกลางความคิดเห็นที่แตกต่างกันของคนในชาติ แต่สิ่งนี้จะเกิดได้ยาก หากมาตรฐานของจิตสำนึกผิดชอบของคนในชาติ ยังแบ่งแยกเป็นกลุ่ม ๆ แบ่งแยกเป็นสีต่าง ๆ ก็จะก่อให้เกิดปัญหาในด้านความสามัคคีของคนในชาติ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ประสบการณ์ และความคิดเห็นของตนเองหรือพวกพ้องเป็นสำคัญ โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์หรือเป้าประสงค์ของชาติเป็นหลัก คนที่มีจิตสำนึกเข้มแข็งก็ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นได้ แต่ส่วนมากปัญหาในระดับต่าง ๆ มักจะมาจาก คนที่มีจิตสำนึกอ่อนแอมากกว่า

ดังนั้น จิตสำนึกผิดชอบส่งผลต่อการเป็นพลเมืองที่ดีของเราทุกคน หากเรานำจิตสำนึกผิดชอบนี้ ไปใช้ร่วมกับจริยธรรม และจรรยาบรรณในการทำงาน ซึ่งเป็น Soft Control ผสมผสานกันไปกับ Hard Control ที่พูดถึงการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ และกติกาของบ้านเมืองและสังคมได้อย่างลงตัว เพื่อก้าวไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ของการสร้างสันติสุขและสามัคคีของคนในชาติแล้วละก็ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการดำเนินตามกลยุทธ์นี้ ก็จะเป็นไปได้สูงมาก

 

ตา กับ ตีน กับความแตกแยกของคนในชาติ และจิตสำนึกของการบริหารเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ ตามหลัก CG / GRC

ท่านผู้อ่านคงจะแปลกใจถึง หัวข้อของคำว่า ตา กับ ตีน ซึ่งเป็นบทกลอนที่ดีที่มีผู้แต่งขึ้น และผมขอนำมาอ้างถึงในครั้งนี้ เพื่อเป็นอุทธาหรณ์ของการบริหารและการจัดการแบบบูรณาการ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กรและประเทศชาติ ซึ่งเปรียบได้เสมือนหนึ่งร่างกายของมนุษย์ที่มีอวัยวะต่าง ๆ อันประกอบด้วย ตา กับ ตีน และอวัยวะอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ต่อมต่าง ๆ ไต ตับ หัวใจ หลอดเลือด สมอง ปอด ระบบประสาท กล้ามเนื้อ หู คอ จมูก ปาก ++ ประกอบกันเป็นร่างกายของมนุษย์ ที่อวัยวะทุกส่วนต่างก็ทำงานอย่างอิสระ แต่ต้องมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดอย่างแนบแน่น และแยกกันไม่ได้กับอวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เพื่อให้เกิดดุลยภาพที่ดี เพื่อให้เป็นบุคคลที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ที่ต้องทำงานแบบผสมผสานและแยกกันไม่ได้ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าอวัยวะทุกส่วนเป็น Interdependency

อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายที่ต้องทำงานสัมพันธ์กัน

คำว่า Interdependency ได้ใช้เป็นหลักในการบริหารองค์กรในภาพรวมที่ทุกหน่วยงาน แม้จะทำงานเป็นอิสระ ภายใต้โครงสร้างขององค์กร แต่ก็ต้องมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด และมีลักษณะเป็นหนึ่งเดียว เพื่อความแข็งแรงในการบริหารการจัดการ ซึ่งเปรียบได้เสมือนหนึ่งการบริหารประเทศ ที่ประกอบด้วยหลายหน่วยงาน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเงิน ด้านความมั่นคง ด้านการบริหารการจัดการ หากเป็นภาพของรัฐ ก็น่าจะได้แก่ การบริหารผ่านกระบวนการทางรัฐสภา ทางศาล ทางการปกครอง ++ นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการบริหารแบบบูรณาการ ตามที่ผมได้แสดงเป็นแผนภาพไว้ในครั้งก่อนนี้แล้ว

วันนี้ ผมได้อ่านข่าวหนังสือพิมพ์บางฉบับ ที่กล่าวถึงว่า ทุนนอกจ่อทิ้งมาบตาพุด และวิกฤติมาบตาพุด ลามไปถึงธุรกิจพัฒนาที่ดิน นิคม-เขต-สวนอุตสาหกรรม ย้ำชัดล่อแหลมต่อการลงทุนใหม่ หวั่นปิดฉาก ปิโตรเคมี เหล็ก โรงกลั่นในอีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งมีผลกระทบถึงทุนใหม่ หากยื้อนาน และมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นอย่างร้ายแรงของชาติ และมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนตามหลัก CG ของไทยอย่างชัดเจน

ซึ่งความสำคัญของการดูแลสิ่งแวดล้อมยังเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่การดูแลสังคมที่ประกอบด้วยกลุ่มต่าง ๆ ก็มีความสำคัญเช่นกัน ดังนั้น ดุลยภาพในการจัดการโดยรวม เป็นสิ่งที่รัฐจะต้องเป็นผู้นำในเรื่องนี้ และควรจะหาแนวทางจัดการอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะสายเกินไป

ตลอดจนข่าวที่ “ฮุน เซน” จะเชิญ “ทักษิณ” เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และบอกปัดส่งตัวกลับให้ไทย โดยอ้างสนธิสัญญาการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ที่เขียนไว้ชัดว่าถ้าเป็นคดีการเมืองไม่ต้องส่งกลับ และระบุปกป้อง “ทักษิณ” ว่าไม่ได้แทรกแซงการเมืองไทย ซึ่งนาย “อภิสิทธิ์” เตือน “ฮุน เซน” ให้คิดให้รอบคอบเรื่อง “ทักษิณ” ว่าเป็นผู้ใหญ่แล้วอย่าไปเป็นเบี้ยหรือเหยื่อให้ใคร อย่าเอาความสัมพันธ์และผลประโยชน์ประชาชนไปแลกกับคนคนเดียว โดยในรายละเอียด ท่านผู้อ่านคงได้ทราบจากข่าวในหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าใจหาย

ในช่วงเวลานี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 15 และการประชุมสุดยอดอาเซียนกับ 6 ประเทศคู่เจรจาที่ชะอำ – หัวหิน ระหว่างวันที่ 23 – 25 ตุลาคม นี้ เป็นการประชุมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาคมโลก หลังจากที่เคยล้มเหลวมาแล้ว ในการเป็นเจ้าภาพการประชุมแบบเดียวกับที่พัทยา เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา อาจทำให้เกิดเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ของโลก ที่มีประชากรรวมกันถึง 3.2 พันล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของประชากรโลก และเชื่อว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนอันสำคัญ ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยก้าวหน้าไปด้วย

ประเด็นสำคัญก็คือ การเมืองของประเทศไทยต้องมีความมั่นคง รัฐบาลต้องมีเสถียรภาพ ความยุติธรรมจะต้องจัดสรร และจัดให้มีให้กับคนในสังคมทุกกลุ่ม ตามหลักการของการบริหารและการจัดการบ้านเมืองที่ดี ซึ่งคนไทยทุกคนและทุกฝ่าย จะต้องเชื่อถือและปฏิบัติตามกติกาของสังคม และมีการปฏิบัติโดยเท่าเทียมกัน โดยไม่เห็นแก่พวกพ้อง แต่จะต้องเห็นประโยชน์ของชาติ และยอมรับกติกาประชาธิปไตย ที่มาจากคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่พิจารณาว่าเป็นหลักการสากล ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก

นายกมาร์คจับมือกับฮุนเซน

นอกจากนั้น ในปัจจุบันมีข่าวต่าง ๆ มากมายที่เกี่ยวข้องกับความรัก ความสามัคคีของคนในชาติ ที่มีการบริหารงานแบบบูรณาการ ต้องยึดมั่นในกติกา กฎหมาย ข้อบังคับ ของสังคมในชาติ ก็มีข่าวแปลก ๆ ในเรื่องของการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นข่าวไม่น่าสบายใจเกิดขึ้นในสังคมมาโดยตลอด ส่วนหนึ่งเกิดจากการรักพวกพ้อง ผสมผสานกับความรักในการปฏิบัติตามกติกาในสังคมที่ไม่ลงตัว และไม่ได้ดุลยภาพของคนในองค์กร ที่อาจจะมีตัวอย่างที่ไม่น่าปฏิบัติตามในหลายเรื่องของคนในชาติ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

หากเราไม่สนใจผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก ก็คงไม่เดือนร้อนในผลกระทบที่ตามมาในอนาคต ผมจึงขอนำอุปมาและอุปมัย ซึ่งเป็นอุทธาหรณ์ที่ดีและเป็นเรื่องเตือนใจให้คนในสังคมได้ตระหนัก ถึงการปฏิบัติต่อชนชาติในสังคมที่เป็นธรรม ซึ่งจะเป็นที่มาอย่างสำคัญยิ่งของความสมัครสมานสามัคคีในชาติ โดยไม่ต้องให้ชาวต่างชาติมาวิจารณ์ในเรื่องความเป็นธรรม หรือความไม่ถูกต้องในการปฏิบัติในแง่มุมต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่ไม่เป็นผลดีต่อสังคมในชาติ

ต่อไปนี้คือข้อเตือนใจเรื่อง ตา กับ ตีน ซึ่งขอให้ท่านผู้อ่านลองพิจารณาดูนะครับว่า อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายจำนวนมาก ซึ่งจะต้องทำงานด้วยกันเพื่อจะขับเคลื่อนร่างกายให้เป็นปกติ หากอวัยวะหนึ่งอวัยวะใดมีปัญหา อวัยวะอื่นก็จะมีปัญหาตามไปด้วย เพียงแค่ ตา กับ ตีน ในบริบทนี้ เพียง 2 อวัยวะ ก็พาให้ร่างกาย ซึ่งเปรียบเสมือนองค์กรหรือประเทศชาติ ต้องพินาศ ก็น่าจะช่วยเป็นเครื่องเตือนใจให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในการหาทางออกเพื่อความปรองดอง และเพื่อความอยู่รอดของสังคมในประเทศไทยนะครับ

อุปมา-อุปมัย / นิทานเรื่อง ตา กับ ตีน เพื่อสร้างความรัก ความสามัคคี เพื่อความอยู่รอดของสังคม และประเทศชาติโดยรวม

ท่านผู้อ่านครับ นิทานหรืออาจจะเรียกว่า อุปมา-อุปมัย เรื่อง ตา กับ ตีน ข้างต้น น่าจะเป็นอุทธาหรณ์สอนใจ ก่อให้เกิดจิตสำนึกของคนในสังคม และคนในชาติไทย ที่จะช่วยกันประคับประคอง สร้างความเข้าใจและความปรองดองในชาติให้เกิดขึ้นให้จงได้ มิฉะนั้น ประเทศไทยของเราคงจะถอยหลังไปอีกไกลแสนไกล

เนื่องจากการขาดความสามัคคีของคนในสังคม ในประเทศ และการเอาชนะซึ่งกันและกัน โดยพิจารณามุมมองและเป้าหมายของตนเอง และเป้าหมายของกลุ่มเป็นหลัก โดยไม่ได้พิจารณาความผิด หรือการกระทำที่ไม่ถูกต้องในมุมมองต่าง ๆ ที่กลุ่มหรือตนเองได้กระทำขึ้น แต่กลับมองในมุมมองที่จะเอาชนะซึ่งกันและกัน โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของชนในชาติ และกล่าวโทษความผิดกันไปมา และไม่รู้จักอภัยซึ่งกันและกัน จะทำให้ประเทศไทยขาดความเชื่อมั่น และความน่าเชื่อถือต่อคนสังคมในชาติ และสังคมระหว่างประเทศ อย่างอยากที่จะแก้ไข

จากนิทานเรื่อง ตา กับ ตีน ซึ่งเป็นอวัยวะเพียง 2 ส่วน และอาจเปรียบเทียบได้ว่าเป็น กลุ่ม 2 กลุ่มในสังคมที่มีความเห็นแตกต่างกัน ยังพาองค์กรและประเทศ ซึ่งเปรียบเสมือนร่างกายของเราเอง จนถึงความตายได้ตามบทเรียนข้างต้นนั้น ท่านผู้อ่านลองพิจารณาดูว่า ร่างกายของคนเรานั้น ประกอบด้วยอวัยวะต่าง ๆ มากมายเพียงใด หากจับคู่ จับกลุ่มตีกัน โดยยึดมั่นเป้าหมายของตน แทนเป้าหมายของประเทศชาติ และสังคม จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยที่รักของเราครับ

ขณะที่เขียนเรื่องนี้ ก็ยังปรากฎข่าวทางทีวี กันครึกโครมว่า แหล่งข่าวต่างประเทศได้ตีพิมพ์ และออกข่าววิวาทะ ระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทย คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับนายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา ในเรื่องเกี่ยวกับการให้ความเป็นธรรมและมุมมองที่แตกต่างกันของอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย คือ คุณทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นเรื่องที่ลามปามข้ามชาติไปแล้วครับ

ผมคงไม่อาจพูดได้ว่า ใครผิดหรือใครถูก เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นมาถึงประเทศไทย และความเชื่อมั่นของประเทศไทยโดยรวมไปแล้ว ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า เราจะแก้ไขปัญหาความแตกแยกที่หยั่งลึกไปในสังคมของชาติอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนได้อย่างไร และจะเริ่มโดยใคร ใครควรเป็นเจ้าภาพของงานใหญ่โตนี้ และควรจะมีจิตสำนึกถึงผลลัพธ์ที่ควรพิจารณาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง กันแบบใดดี…

ผมตั้งใจจะจบข้อเขียนเพียงวรรคสุดท้ายข้างต้นนั้น แต่เมื่อพิจารณาว่า หากจะออกความเห็นเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ก็น่าจะเป็นประโยชน์เพิ่มขึ้น จึงขอออกความเห็นเพิ่มเติมดังนี้

1. การแก้ไขปัญหา และการสร้างความปรองดองของชาติ ต้องเริ่มต้นที่เป้าประสงค์ โดยมีผลประโยชน์ของประเทศชาติ และสังคมโดยรวมเป็นสำคัญ และหลีกเลี่ยงอคติทั้งมวลที่มีอยู่ หลีกเลี่ยงการนำความเกลียด ความกลัว ความเห็นแก่ตัว ความเห็นแก่พวกพ้อง ความอาฆาตมาดร้าย ความคิดในการแก้แค้น ++

2. ร่วมกันให้คำจำกัดความ หรือความหมายของคำว่า ผลประโยชน์ของชาติและสังคมโดยรวม เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ว่าหมายถึงอะไรกันแน่ ครอบคลุมและมีขอบเขตเพียงใด เพราะหากคำจำกัดความ หรือความหมายต่างกันแล้ว การดำเนินงานใด ๆ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติก็จะเบี่ยงเบนไปจากเป้าประสงค์หลักได้

เรื่องนี้มีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับแนวความคิดทางด้านจริยธรรม และจรรยาบรรณ ซึ่งมาจากจิตสำนึกผิดชอบ หรือความคิดผิดถูกที่มาจากส่วนบุคคล และมาจากแนวความคิดของ Business Ethics ที่ใช้เป็นคำถามเพื่อหาคำตอบของการตัดสินใจว่า ผิดหรือถูก ดังต่อไปนี้

หากตกลงกันในเรื่องผลประโยชน์ของชาติ และหาคำจำกัดความที่ตรงกันไม่ได้ ในบรรดาผู้บริหารของประเทศที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กันในลักษณะที่มีเป้าประสงค์แตกต่างกันอย่างยิ่งนั้น การก้าวเดินเพื่อแก้ไขหรือจัดการกับปัญหา ความสามัคคีของคนในชาติก็คงเกิดขึ้นได้ยากนะครับ

คงจะจำได้นะครับว่า ผมเคยพูดถึงการกำหนดเป้าประสงค์ในระดับต่าง ๆ ต้องใช้หลัก SMART เป็นสำคัญ หากเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ไม่เป็นไปตามหลักการ SMART ก็จะทำให้กลยุทธ์และการดำเนินการต่าง ๆ ในการก้าวสู่วัตถุประสงค์เป็นไปไม่ได้..