Archive for พฤศจิกายน 14th, 2009

จิตสำนึกผิดชอบที่เข้มแข็ง สามารถสร้างความน่าเชื่อถือของประเทศ จากความแตกต่างทางความคิดและทัศนคติได้

การอดทนต่อผู้ที่มีทัศนคติและความคิดเห็นที่แตกต่างกัน จะขึ้นกับจิตสำนึกผิดชอบที่อ่อนแอหรือเข้มแข็งของผู้ปกครองประเทศ และผู้นำในองค์กร

ความรับผิดชอบของผู้นำที่เข้มแข็ง หรือผู้กำกับองค์กรที่เข้มแข็งนั้น ควรจะยอมรับความคิดเห็นของบุคคลที่มีจิตสำนึกผิดชอบที่อ่อนแอกว่า หากต้องกระทำเพื่อบรรลุความสำเร็จขององค์กรและประเทศชาติ โดยผู้ที่มีจิตสำนึกผิดชอบที่เข้มแข็ง ไม่ควรดูหมิ่น หรือโต้ตอบในลักษณะเดียวกันกับบุคคลที่มีจิตสำนึกผิดชอบที่อ่อนแอกว่า

ส่วนผู้ที่มีจิตสำนึกผิดชอบที่อ่อนแอ ก็คงมีทัศนคติในเชิงบวกที่จะไม่ตำหนิ ติเตียน ผู้นำที่มีจิตสำนึกผิดชอบที่เข้มแข็งหรือสูงกว่า

Slide1

ข้อสำคัญก็คือ ผู้นำหรือผู้บริหารที่มีจิตสำนึกผิดชอบที่เข้มแข็ง ไม่ควรเป็นเหตุให้ผู้ที่มีจิตสำนึกผิดชอบที่อ่อนแอกว่า หรือมีทัศนคติที่แตกต่างกันต้องแยกตนออกไปจากสังคมที่เข้มแข็งนั้น

เราควรพยายามทำให้พี่ น้อง สังคมในประเทศ และสังคมระหว่างประเทศที่อ่อนแอกว่าเราสบายใจ ไม่ใช่ทำแต่สิ่งที่ตนสบายใจเท่านั้น ในขณะเดียวกันก็ต้องให้คำแนะนำและข้อสังเกตที่สร้างสรรกับบุคคล และกลุ่มบุคคลที่มีจิตสำนึกที่อ่อนแอกว่า ให้เห็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสังคมและประเทศชาติเป็นสำคัญ

Slide1

บุคคลที่มีความเข้มแข็งกว่า ทั้งทางด้านจิตสำนึก และการกระทำ ควรมีหน้าที่ในการสร้างสันติ และไม่ควรโต้ตอบในระดับเดียวกันกับบุคคลที่มีจิตสำนึกที่อ่อนแอกว่า เพราะอาจได้รับการประเมินหรือพิจารณาจากสังคมโลกว่า บุคคลที่มีจิตสำนึกเข้มแข็งกว่า ขาดความรับผิดชอบในผลที่เกิดขึ้นต่อสังคม (Accountability) ในมุมมองข้อหนึ่งของการกำกับดูแลกิจการที่ดี

โดยหลักการ และโดยพฤติกรรม ผู้มีจิตสำนึกที่สูงกว่าหรือเข้มแข็งกว่า ไม่ควรเพียงแต่เป็นผู้สร้างสันติเท่านั้น แต่ยังควรสร้างพี่ น้อง ที่อ่อนแอของเรา ทางจิตสำนึก หรือมโนธรรม ให้เข้มแข็งขึ้นด้วย ควรทำในสิ่งที่เสริมสร้างบุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่มีความอ่อนแอทางจิตสำนึกตามนี้ ด้วยเหตุด้วยผล เพื่อที่จะสามารถช่วยเขาให้มีจิตสำนึกที่เข้มแข็งหรือดีขึ้นต่อไปได้

Slide1

เราไม่สามารถยัดเยียด ความเชื่อ หรือจิตสำนึกที่ดีและเข้มแข็งของคนกลุ่มหนึ่ง ให้กับบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งได้ และควรยึดหลักที่ว่า ผู้ใดไม่มีเหตุที่จะติเตียนตัวเองในสิ่งที่ตนเห็นชอบแล้วนั้น ก็สามารถสร้างสันติสุขได้ เราต้องสร้างสำแดงความอดทน ความรัก และความกรุณาต่อบุคคลที่อ่อนแอ และมีจิตสำนึกหรือมโนธรรมที่อ่อนกว่าด้วยความอดทน

สังคมในโลก สังคมในประเทศ และบุคลากรในแต่ละองค์กร ย่อมมีทัศนคติที่แตกต่างกันตามที่ได้กล่าวไว้บ้างแล้ว เพราะเราต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน เช่นเดียวกับอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายที่ถึงแม้ทำงานอย่างอิสระ แต่ก็พึ่งพิงและมีความสำคัญซึ่งกันและกัน ซึ่งผมได้เคยกล่าวและอธิบายไว้แล้วในเรื่อง ISO 27001 ที่พูดถึงเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของสารสนเทศ ที่ต้องบริหารในลักษณะ Interdependency

ถ้าเรามีชีวิตอยู่เพื่อตามใจตนเอง และกลุ่มที่มีทัศนคติที่ตรงกันเท่านั้น และภาคภูมิใจความรู้ ความคิดเห็น และเสรีภาพ ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบอำนาจของเราโดยไม่ฟังความคิดเห็นของบุคคลที่มีทัศนคติที่แตกต่างกันในสังคมเดียวกัน โดยหลักตรรกะ (Logic) เราก็เป็นต้นเหตุของการแตกแยก การทะเลาะเบาะแว้ง และความพินาศที่เกิดขึ้นในองค์กรและในสังคม

Lesson - Learned from Kim Phuc & Attitude to be Changed

ถ้าเรายอมอ่อนข้อให้กับคนที่อ่อนแอกว่าทางจิตสำนึกและมโนธรรมในทางสร้างสรร และการแสดงออกอย่างชาญฉลาด เมื่อนั้นแหละ เราก็จะช่วยให้เขาหรือกลุ่มที่มีจิตสำนึกที่อ่อนแอกว่าเจริญเติบโตขึ้นมาได้ ภารกิจและความปรองดองของคนในสังคมก็จะเกิดขึ้น และผู้นำในเรื่องนี้ก็จะได้รับการสรรเสริญ

 

ทัศนคติที่แตกต่างกัน ถึงแม้จะได้ยิน และได้เห็นในเรื่องเดียวกันก็จะมีความเข้าใจและคำพูดที่แตกต่างกัน ซึ่งนำไปสู่ความแตกแยกของคนในองค์กร และของคนในชาติได้

ข่าวต่าง ๆ ทั้งภายในประเทศ และระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข่าวที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ทั้งภายในและประเทศเพื่อนบ้าน ที่ร้อนระอุอยู่ในขณะนี้ ทำให้ประเทศไทยในสายตาของคนต่างชาติ ขาดความน่าเชื่อถือในมุมมองต่าง ๆ เป็นอย่างยิ่ง และมีผลกระทบต่อความศรัทธา ต่อความเชื่อมั่น ต่อการลงทุน ต่อเศรษฐกิจการเงิน และการท่องเที่ยว จากความแตกแยก และความเห็นที่แตกต่างกันอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนในประวัติศาสตร์

บางคนคิดที่จะเปลี่ยนโลก แต่ไม่มีใครเลยที่คิดจะเปลี่ยนตัวเอง ทั้งนี้เนื่องจาก ทัศนคติที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นเหตุสำคัญของการออกความคิดเห็น และการแสดงออกที่แตกต่างกันเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งผมขอออกความเห็นส่วนตัวในลักษณะเชิงวิชาการ ที่มีลักษณะเป็นการวิเคราะห์ความเสี่ยงจากสภาพแวดล้อม ในมุมมองของทัศนคติบางประการดังนี้ครับ

Picture1

จากภาพข้างต้น ท่านเห็นภาพนี้เป็นเช่นไร?
ท่านคิดว่ามีน้ำครึ่งแก้วหรือขาดครึ่งแก้ว
ทั้งนี้ขึ้นกับทัศนคติที่แตกต่างกัน และมุมมองที่แตกต่างกัน ขึ้นกับว่าท่านมีมุมมองเป็นบวก (Positive) หรือทางลบ (Negative)

หรือในอีกมุมมองหนึ่งคนที่มี POSITIVE THINKING เมื่อมีข้อผิดพลาด จะพูดว่า ฉันทำผิดเอง ส่วนคนที่มี NEGATIVE THINKING เมื่อมีข้อผิดพลาด จะพูดว่า ไม่ใช่ความผิดของฉัน

และเมื่อถึงคราวมีปัญหาเกิดขึ้น คนที่มี POSITIVE THINGKING จะเผชิญหน้ากับปัญหาและลงมือแก้ไขปัญหา ซึ่งต่างกับคนที่มี NEGATIVE THINGKING ซึ่งคอยจะทำในทางตรงข้าม และหลีกเลี่ยงปัญหานั้น

หรือในอีกตัวอย่างหนึ่งก็คือคนที่มีทัศนคติที่เป็นบวก จะพูดว่า “ฉันทำได้ดี แต่ยังไม่ดีเท่ากับที่ฉันต้องการ” ส่วนคนที่มีทัศนคติที่เป็นลบ จะพูดว่า “ยังมีคนอื่นอีกหลายคนที่มีผลงานแย่กว่าตัวเขา”

ทัศนคติของคนที่เป็นบวก จะเพียรตั้งใจฟัง แล้วทำความเข้าใจ และสามารถตอบสนองได้ ในส่วนคนที่มีทัศนคติเป็นลบก็จะรออย่างเดียว โดยไม่ฟัง ไม่ทำความเข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูด รอจนกว่าจะถึงคิวที่จะได้พูดเรื่องของตัวเอง

คนที่มีทัศนคติที่เป็นบวกมักจะยอมรับ นับถือคนที่มีความสามารถเหนือกว่า และจะเรียนรู้จากคนเหล่านั้น ส่วนคนที่มีทัศนคติเป็นลบจะทำในทางตรงข้าม และจะพยามายามหาข้อผิดพลาดของคนที่เหนือกว่าเขา

คนที่มีความรับผิดชอบ ไม่เพียงแต่งานที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น แต่จะช่วยคิดให้องค์กรประสบความสำเร็จ นั่นเป็นพฤติกรรมของคนที่มีทัศนคติที่เป็นบวก ซึ่งในทางตรงข้ามคนที่มีทัศนคติที่เป็นลบก็จะไม่กล้าที่จะช่วยเหลือคนอื่น และมักจะพูดว่า ฉันไม่ว่าง กำลังทำงานของฉันอยู่

ในความคิดหรือมุมมองของคนที่มีทัศนคติบวก จะต้องมีวิธีที่จะทำให้ดีขึ้นได้เสมอ มากกว่าที่จะพูดว่า “นี่คือหนทางเดียวที่ทำได้” ที่เป็นมุมมองของคนที่มีทัศนคติในด้านลบ

ในความล้มเหลว มักมีสิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ ทัศนคติที่เหมือนกัน
คนที่เป็นผู้ยิ่งใหญ่ มักมีสิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ ทัศนคติที่เหมือนกัน
ผู้ยิ่งใหญ่ ต่างกับคนล้มเหลว เพียงอย่างเดียว คือ ทัศนคติที่ต่างกัน

ทัศนคติ ต่างกัน ทำให้เรามีมุมมองต่างกัน แม้เรามีดวงตา และมองเห็นเหมือน ๆ กัน
ทัศนคติ ต่างกัน ทำให้เรารับฟังไม่เหมือนกัน แม้เรามี ใบหู ที่คล้าย ๆ กัน
ทัศนคติ ต่างกัน ทำให้เรามีคำพูดไม่เหมือนกัน แม้เรามีปากแบบเดียวกัน
ทัศนคติ ต่างกัน ทำให้เรามีความรู้สึกไม่เหมือนกัน แม้เรามีหัวใจเหมือนกัน

ทำไมคนเราจึงมี ทัศนคติ ต่างกัน???
เพราะอายุ การศึกษา สังคม ประสบการณ์ เรามี 4 สิ่งที่แตกต่างกันทำให้เรามีทัศนคติที่ต่างกัน

ผมถามหน่อยนะครับว่า เมื่อเราเห็นเด็กซนเรา คิด อย่างไร?
ลองมาดูกันสิครับว่าแต่ละคนคิดอย่างไรกัน
ผู้หญิงคนหนึ่ง คิดว่า ทำไมเด็กคนนี้ ซนขนาดนี้
ในขณะที่หญิงชรากลับ คิดว่า พ่อแม่เขาอยู่ไหนนะ
ส่วนคนที่เป็นนางงามก็มักจะคิดว่า น่ารักจริง ๆ เด็กคนนี้
และหญิงคนที่สี่ คิดว่า เด็กซนก็คือเด็กฉลาด

มาดูอีกตัวอย่างหนึ่งครับ
เมื่อคนทำงานมี พฤติกรรม ต่างกัน จะเกิดอะไร
พนักงานคนที่หนึ่ง บ่นว่าเงินเดือนแค่นี้ ทำมันทุกอย่างเลย ใช้คุ้มจริง ๆ
พนักงานคนที่สอง กล่าวว่าเดือนนี้มาสายแค่ห้าครั้งเอง แล้วตอนบ่ายจะ chat กับใครดี
พนักงานคนที่สาม คิดว่าถ้าขอเจ้านายไปอบรมสัมมนา เพิ่มเติมความรู้ท่านจะอนุมัติมั้ยนะ
ส่วนพนักงานคนที่สี่ มองว่าเราต้องสร้างทีมขายของเราให้แข็งแกร่งกว่านี้

เมื่อคนเรามี ทัศนคติต่างกัน มีความคิดต่างกัน จะทำให้เกิดพฤติกรรมและการกระทำที่แตกต่างกัน และการกระทำที่ต่างกันนั้น ก็จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ต่างกันด้วย

ดังนั้น ความคิดเห็น และพฤติกรรมที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล หรือในแต่ละกลุ่ม รวมทั้งในแต่ละสี ที่มีเป้าหมายแตกต่างกัน จากทัศนคติที่แตกต่างกันนั้น จะทำให้ผลลัพธ์และความเห็น รวมทั้งคำพูด และการกระทำที่ออกไป แตกต่างกันอย่างสำคัญยิ่ง

Slide1

ท่านเห็นด้วยกับแนวความคิดข้างต้นไหม ที่อาจสรุปได้ว่า “ก่อนที่คิดจะเปลี่ยนอย่างอื่น ควรเปลี่ยน ทัศนคติ ของตนเองก่อน”

ทั้งนี้ ควรจะคิดและมีทัศนคติในลักษณะ Positive Thinking โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ และสังคมไทยเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนเป็นสำคัญ

ส่วนจะทำได้แค่ไหนนั้น ก็คงขึ้นกับว่า ท่านเลือกที่จะคิดแบบใด ทำแบบใด และผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นแบบไหนก็สุดแล้วแต่ท่านเป็นผู้เลือก

สำหรับความเห็นส่วนตัวของผม เหตุการณ์และข่าวคราวที่น่าอึดอัดในปัจจุบัน ที่ทำให้ประเทศไทยด้อยศักดิ์ศรีและความน่าเชื่อถือเป็นอย่างยิ่งนั้น น่าจะขึ้นอยู่กับการปรับปรุงทัศนคติให้เป็นบวกของคนในประเทศเป็นสำคัญ