Archive for ธันวาคม 26th, 2009

หลักเกณฑ์การพิจารณาให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งกรรมการ ผู้จัดการผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาของสถาบันการเงิน

วันนี้ผมมีเรื่องหลักเกณฑ์การพิจารณาให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งกรรมการ ผู้จัดการผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาของสถาบันการเงิน ของ ธปท. ซึ่งน่าจะมีประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจ ในวงการสถาบันการเงิน และในวงการที่เกี่ยวข้อง ที่อาจนำไปประยุกต์ใช้ได้ตามที่เห็นสมควร สำหรับหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน แต่สำหรับหน่วยงานที่เป็นสถาบันการเงิน จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ฯ ที่ สนส. 14/2552 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2552 อย่างเคร่งครัด

ธปท. ได้ระบุไว้ในเหตุผลในการออกประกาศฉบับนี้ โดยกล่าวว่า…ในสภาวะปัจจุบันระบบสถาบันการเงินมีการแข่งขันสูง และธุรกรรมต่าง ๆ ได้วิวัฒนาการไปอย่างรวดเร็ว มีความซับซ้อนและความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น กรรมการและผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการเงิน จึงจำเป็นจะต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม ทั้งในด้านจริยธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการ และควบคุมการดำเนินงาน ตลอดจนการกำกับดูแลให้สถาบันการเงินปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่กำหนดไว้ เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของสถาบันการเงิน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (Stakeholders) ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการมีธรรมาภิบาลที่ดีในระบบสถาบันการเงิน

พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 จึงกำหนดให้การแต่งตั้งกรรมการผู้จัดการ ผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาของสถาบันการเงิน ต้องได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนเข้ารับตำแหน่ง และบุคคลดังกล่าว ต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน และไม่มีลักษณะต้องห้าม ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ธนาคารแห่งประเทศไทย จึงปรับปรุงคุณสมบัติ และหลักเกณฑ์การพิจารณาให้ความเห็นชอบกรรมการ ผู้จัดการ ผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาของสถาบันการเงิน ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และเป็นไปตามมาตรฐานสากล

อำนาจตามกฎหมาย
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 24 (4) ถึงมาตรา 24 (6) มาตรา 24 (7) ข มาตรา 24 (8) ถึงมาตรา 24 (10) และมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 31 มาตรา 33 มาตรา 36 มาตรา 39 มาตรา 41 และมาตรา 43 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ธนาคารแห่งประเทศไทยออกข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณสมบัติ และหลักเกณฑ์การพิจารณาให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งกรรมการ ผู้จัดการ ผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาของสถาบันการเงิน ให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติ

ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับกับสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกแห่ง ยกเว้นตำแหน่งกรรมการของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ ที่มีสาขาในประเทศไทย ไม่อยู่ภายใต้บังคับของประกาศฉบับนี้

ประกาศที่อ้างอิง
ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 13/2552 เรื่อง ธรรมาภิบาลของสถาบันการเงิน ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

สำหรับเนื้อหาในประกาศฉบับนี้ จะเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการสรรหา คณะกรรมการกำหนดผลตอบแทน ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวก็มีหลักการที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ และระเบียบของผู้กำกับต่อไปด้วยเช่นกัน และผมจะได้นำมาเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อไปนะครับ

 

เกณฑ์การประเมินผลการบริหารการจัดการสารสนเทศของรัฐวิสาหกิจ ประจำปี 2553 (ต่อ)

วันนี้ผมจะนำเสนอในรายละเอียดของ หลักเกณฑ์การประเมินผลการบริหารการจัดการสารสนเทศของรัฐวิสาหกิจ ประจำปี 2553 โดยจะกล่าวถึงหลักเกณฑ์การประเมินเฉพาะในส่วนที่ 1 ก่อน ซึ่งเป็นส่วนของการประเมินแผนแม่บทสารสนเทศ (IT Master Plan) สำหรับส่วนที่ 2 จะได้นำเสนอในครั้งต่อไป เนื่องจากมีรายละเอียดในแต่ละหัวข้อมากพอสมควร

ผมนำภาพมาให้ดูอีกครั้ง คงยังจำกันได้นะครับ

หลักเกณฑ์การประเมินส่วนที่ 1: การประเมินแผนแม่บทสารสนเทศ (IT Master Plan)
1.1 การตอบสนองต่อความต้องการขององค์กรและนโยบาย
แผนแม่บทฯ ต้องมีการพิจารณาให้เชื่อมโยงกับแผนวิสาหกิจขององค์กร และสอดคล้องกับนโยบายต่าง ๆ ซึ่งการประเมินจะพิจารณาตามเกณฑ์การประเมินดังนี้

1.1.1 ความสอดคล้องกับแผนวิสาหกิจเต็มตามศักยภาพของระบบสารสนเทศ พิจารณาจาก :
– แผนแม่บทฯ ตอบสนอง /สอดคล้อง / สนับสนุนต่อแผนวิสาหกิจครบทั้ง วิสัยทัศน์ ภารกิจ รวมทั้งกลยุทธ์ขององค์กรอย่างเหมาะสม
– มีการวิเคราะห์แผนงานหรือโครงการที่เกี่ยวข้องกับข้อ 2.1 ถึง 2.6 (ซึ่งจะนำเสนอในครั้งต่อไป)

1.1.2 การดำเนินการเพื่อตอบสนองต่อนโยบายที่สำคัญ มีหลักเกณฑ์การพิจารณาดังนี้
– การเพิ่มประสิทธิภาพ และ/หรือ ลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน พิจารณาจาก :
ก) แผนแม่บทฯ ให้ความสำคัญที่ชัดเจนต่อการเพิ่มประสิทธิภาพ และ/หรือ ลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน
ข) ขั้นตอนที่ปรับเปลี่ยนมีผลกระทบอย่างชัดเจนในการเพิ่มประสิทธิภาพ และลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน ประหยัดค่าใช้จ่ายของรัฐวิสาหกิจ มีความเหมาะสมกับรัฐวิสาหกิจและงบประมาณ และไม่ส่งผลเสียหายต่อรัฐวิสาหกิจ

– ประชาชน/ผู้ใช้บริการได้รับความสะดวกและได้รับการตอบสนองตามความต้องการ พิจารณาจาก :
ก) แผนแม่บทฯ ให้ความสำคัญที่ชัดเจนต่อการตอบสนองตามความต้องการของประชาชน/ผู้ใช้บริการ
ข) มีการระบุข้อมูลถึงความต้องการของประชาชน/ผู้ใช้บริการ หรือ แนวทางการประเมินความต้องการของประชาชนผู้ใช้บริการ

– การใช้ข้อมูลร่วมกัน พิจารณาจาก :
ก) แผนแม่บทฯ ให้ความสำคัญที่ชัดเจนต่อการใช้ข้อมูลร่วมกัน รวมถึงให้กระทรวงเจ้าสังกัดสามารถดึงข้อมูลได้
ข) มีโครงการที่ดำเนินการเกี่ยวข้อง

1.2 องค์ประกอบหรือรายละเอียดแผนปฏิบัติการ
ในแผนปฎิบัติการระดับองค์กรที่ถ่ายทอดมาจากแผนแม่บทฯ ควรมีองค์ประกอบหรือรายละเอียดดังนี้

1.2.1 กลุ่ม / ลำดับความสำคัญของแผนงาน / โครงการดังกล่าวอย่างเหมาะสม พิจารณาจาก :
– มีการจัดเรียงกลุ่มลำดับความสำคัญของโครงการ / แผนงาน ซึ่งหลักเกณฑ์การแบ่งกลุ่มมีความเหมาะสม และสามารถระบุได้ว่า จะดำเนินการเรื่องใดก่อน-หลัง เช่น กลุ่มลำดับความสำคัญสูง กลุ่มลำดับความสำคัญปานกลาง เป็นต้น และในกรณีที่มีข้อจำกัดทางทรัพยากร เช่น งบประมาณที่จำกัด การจัดกลุ่มดังกล่าวสามารถคัดเลือกโครงการที่จะดำเนินการก่อนได้

1.2.2 KPI ที่แสดงถึงความสำเร็จและสะท้อนผลลัพธ์ที่คาดหวัง พิจารณาจาก :
– ทุกโครงการ / แผนงานควรมีการระบุถึง KPI ที่สะท้อนความสำเร็จและสะท้อนผลลัพธ์ที่คาดหวัง โดยเป้าหมายควรมีความท้าทาย รวมทั้งมีความชัดเจนและสามารถวัดได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น ในกรณีที่นำระบบสารสนเทศมาช่วยในการลดระยะเวลาการให้บริการ ควรมี KPI ที่เป็นระยะเวลาการให้บริการที่ลดลงในระหว่างการดำเนินงาน ณ สิ้นปีบัญชีแรก และระยะเวลาที่ลดลงในปีถัดไปหรือเมื่อการดำเนินงานเสร็จสิ้น เป็นต้น

 
https://www.amazon.com/Bikeroo-Oversized-Comfort-Comfortable-Replacement/dp/B07B646ZZY/