Archive for กุมภาพันธ์ 17th, 2010

แผนภาพโดยย่อเพื่อทบทวน ใช้ในการพัฒนาและสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องการกำกับดูแลกิจการที่ดี (CG – Corporate Governance) ขององค์กรในภาพโดยรวม

ท่านผู้อ่านที่ได้ติดตามการนำเสนอของผมในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ CG ที่มีความสัมพันธ์อย่างแยกกันไม่ได้กับ ITG และ GRC ซึ่งเป็น Statement ใหม่ และเป็นภาพใหญ่ที่นำไปสู่การบริหารแบบหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว แบบบูรณาการ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร (COSO – ERM) ซึ่งโยงใยกับการควบคุมภายในตามฐานความเสี่ยง (Internal Control) และสัมพันธ์กับการตรวจสอบภายในตามฐานความเสี่ยง (RBIA – Risk- Based Internal Audit Approach) ตามรูปซึ่งเคยนำเสนอมาแล้ว และท่านสามารถเข้าใจได้ง่ายดังนี้

จากแผนภาพใหญ่ของ CG และองค์ประกอบโดยรวมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจแยกอธิบายได้อีกมากมาย ในปัจจัยที่เกี่ยวข้องในแต่ละองค์ประกอบนั้น ผมใคร่ขออนุญาตที่จะกล่าวว่า ท่านผู้อ่านได้เข้าใจภาพโดยรวมและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องได้ดีแล้ว

ณ ที่นี้ ผมจึงจะนำเสนออธิบายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภาพใหญ่ หรือร่มใหญ่ที่สุด นั่นก็คือ CG ในรูปแบบของการอธิบายด้วยแผนภาพล้วน ๆ โดยไม่อธิบายเป็นลายลักษณ์อักษร หรือคำพูดอย่างที่เคยเป็นมา หรือนำเสนอมาแล้วอีก หากท่านผู้อ่านดูภาพพร้อม ๆ กับการใช้ความคิดอย่างเป็นกระบวนการ และอ่านที่ละขั้นทีละตอนในแต่ละกรอบ ในแต่ละปัจจัยที่เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับ CG ตามรูปแรกข้างต้นนั้น ท่านจะเข้าใจและสามารถพัฒนาการกำกับดูแลกิจการที่ดีได้อย่างสะดวก และสามารถสื่อสารไปยังผู้บริหาร และเพื่อนร่วมงาน รวมทั้งนำไปประยุกต์ใช้ ทั้งในระดับองค์กร และในระดับประเทศ และในบางกรณี สามารถก้าวไปสู่การบริหาร CG ในระดับสากล ที่เป็นภาพในระดับ Global ได้ด้วย เช่น กรณีโลกร้อน กรณีโรคระบาด กรณีผู้ก่อการร้าย กรณีการจัดระดับความน่าเชื่อถือของประเทศ กรณีการจัดระดับการก่อการร้าย กรณีการจัดระดับความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ กรณีความโปร่งใส ++

ซึ่งทั้งหมดดังกล่าวนั้น หากท่านผู้อ่านได้เห็นภาพดังกล่าวประกอบกับแผนภาพต่อไปนี้ ซึ่งจะนำเสนอเป็นชุด โดยผมจะอธิบายประกอบแผนภาพให้น้อยที่สุด หรือจะนำเสนอเพียงแผนภาพให้ท่านได้คิด และใช้อธิบายได้ด้วยตัวของท่านเอง เนื่องจากผมได้เล่าสู่กันฟังในส่วนที่เกี่ยวข้องในหัวข้อ CG มาพอสมควรแล้ว อีกทั้งมีหัวข้ออื่น ๆ ที่เป็นองค์ประกอบของ CG ซึ่งอยู่ในเว็บไซต์นี้ให้ท่านได้ติดตามและทบทวนเมื่อต้องการอยู่แล้ว

เชิญท่านติดตามแผนภาพโดยรวมดังต่อไปนี้เลยนะครับ

 

หากองค์กรหรือประเทศไม่ได้กำหนดวิสัยทัศน์ / ทิศทาง ที่ต้องการก้าวเดิน เพื่อความสำเร็จในอนาคต องค์กรจะกำหนดกลยุทธ์และแผนการดำเนินงานอย่างไร ติดตามตรวจสอบได้อย่างไร (ต่อ)

หากองค์กรของเราขาดวิสัยทัศน์ หรือเป้าหมายในระยะยาว ที่จะพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ และหากองค์กรไม่กำหนดพันธกิจ กลยุทธ์ นโยบาย แผนการดำเนินงานที่จะก้าวไปสู่เป้าประสงค์หลักในอนาคต ผู้บริหารในองค์กรนั้น คณะกรรมการในองค์กรนั้น จะมีกระบวนการติดตามผลการดำเนินงานในแต่ละเดือน ในแต่ละไตรมาส และในแต่ละปีอย่างไร องค์กรจะกำหนดความสำเร็จ หรือปรับปรุงแก้ไข เพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จนั้นอย่างไร หากไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน เนื่องจากการขาดพันธกิจ และวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ซึ่งเปรียบเสมือนเข็มทิศที่กำหนดทิศทางในการก้าวเดินขององค์กร

ประเทศ ก็เปรียบเสมือนองค์กรขนาดใหญ่ ที่จำเป็นจะต้องมีแนวทาง และหลักการบริหารที่ต้องไม่ต่ำกว่า หลักการบริหารและการจัดการที่ดีขององค์กรโดยทั่วไป แต่มีปัญหาและความท้าทายที่มากกว่า ในเรื่องการบูรณาการ การบริหารและการจัดการในภาพโดยรวมของประเทศ เพื่อก้าวไปสู่วิสัยทัศน์ โดยต้องมีการกำหนดทิศทางที่ถูกต้องและเหมาะสม

จากภาพที่ผมนำเสนอในเรื่องความเข้มแข็งในการบริหารองค์กร และประเทศแบบบูรณาการในครั้งที่แล้ว ความสำเร็จของการบริหารประเทศความจะมีกรอบการบริหาร และการจัดการ ในลักษณะหลอมรวมเป้าประสงค์หลักของประเทศ และถ่ายทอดลงไปเป็นเป้าหมายรอง ๆ ให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ไปดำเนินงานในเรื่องต่อไป โดยมีการสื่อสารให้ผู้บริหารทุกหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งเอกชน ได้ทราบเป้าประสงค์ของประเทศให้ชัดเจน ทางด้านเศรษฐกิจ การเงิน ความมั่นคงทางด้านการทหาร การลงทุน +++

ปัจจุบันนี้ ผมยังไม่ได้รับการสื่อสารหรือผมยังไม่ได้รับทราบว่า ประเทศไทยของเรามีวิสัยทัศน์ในการบริหาร และขับเคลื่อนประเทศอย่างไร การบริหารทรัพยากรของชาติ เพื่อขับเคลื่อนทิศทางของประเทศ จึงน่าจะขาดความสอดคล้องกันเป็นอย่างมากได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ตามสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

สำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการลงทุน ก็เป็นหน้าที่ส่วนหนึ่งของสภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ แต่กรอบการพัฒนาของประเทศ ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ควรจะมีของประเทศไทยนั้น มีภาระที่กว้างขวางกว่านี้มากนัก ผมจึงเข้าใจในเบื้องต้นว่า เรายังขาดหน่วยงานหรือผู้กำกับ หรือผู้กำหนดทิศทางของประเทศ ซึ่งหน้าที่นี้น่าจะได้กับรัฐบาล ซึ่งเปรียบได้กับผู้นำนาวาหรือกัปตันเรือ ที่จะพาเรือหรือประเทศไทยไปสู่ทิศทางหรือเป้าหมายที่ต้องการ โดยมีเครื่องมือและองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เหมาะสมและสอดคล้องกัน

ดังนั้น ผู้นำของประเทศที่มีวิสัยทัศน์ และกำหนดวิสัยทัศน์ที่เหมาะสม ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นการปักธง หรือกำหนดทิศทางการจัดการของประเทศโดยรวม ควรจะเป็นผู้ดำเนินการในเรื่องนี้

อย่างไรก็ดี ความเป็นรูปธรรมในการจัดการ และดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของประเทศ หากมีการกำหนดขึ้นในอนาคต หน่วยงานที่ควรดำเนินการในภาคปฏิบัติ ในการถ่ายทอดวิสัยทัศน์ เป็นพันธกิจ กำหนดกลยุทธ์ และแนวการปฏิบัติให้เป็นไปตามกลยุทธ์ในมุมมองต่าง ๆ เช่น มุมมองทางด้านเศรษฐกิจการเงิน มุมมองทางด้านความมั่นคงของชาติ มุมมองในแง่กระบวนการปฏิบัติ และมุมมองในแง่ความพึงพอใจของผู้มีผลประโยชน์ร่วม ควรจะมีการบริหารและการจัดการแบบบูรณาการ ที่อาจจะประยุกต์ตามหลักการ GRC – Governance + Risk Management + Compliance ซึ่งผมจะได้ออกความเห็นในเรื่อง GRC และมุมมองของการจัดการในลักษณะการขับเคลื่อนการบริหารแบบบูรณาการที่เป็นหนึ่งเดียวขององค์กร (Integrated Performance Management หรือ Integrity – Driven Performance) ซึ่งอาจนำมาประยุกต์ใช้ในระดับประเทศได้ในบางมุมมอง ซึ่งท่านอาจจะติดตามได้จาก CG & ITG + GRC ต่อไปนะครับ

ตั้งใจจะจบตั้งแต่วรรคที่แล้วครับ แต่ขอแถมนิดนึงให้เป็นข้อคิดว่า ประเทศไทยเราในอดีต เมเปิลครอฟต์จัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีอันตรายในระดับการก่อความไม่สงบ ในอันดับที่ 20 กว่า ๆ เมื่อปี 2551 ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 11 เมื่อปี 2552 ถูกจัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่ 9 นับว่าเป็นประเทศที่มีอันตรายในระดับการก่อความไม่สงบของโลก

แล้วผู้บริหารของประเทศเรา ในด้านต่าง ๆ ในระดับรัฐบาล รวมทั้งทางด้านความมั่นคงคิดอย่างไรบ้างครับ เกี่ยวกับข่าวสารที่มาจากต่างประเทศชิ้นนี้ มีการติดตามเรื่องนี้กันอย่างไร มีการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ แผนกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับการยอมรับความเสี่ยง หรือกำหนดระดับความเสี่ยงว่า ประเทศไทยของเราจะถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีโอกาสเกิดการก่อความไม่สงบ อันดับที่เท่าไหร่ของโลกจึงจะยอมรับไม่ได้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และกระทบกระเทือนถึงความมั่นคงของประเทศ กระทบกระเทือนต่อความมั่งคงทางเศรษฐกิจ กระทบกระเทือนต่อการลงทุน กระทบต่อการท่องเที่ยว และการพัฒนาในทุกด้าน ++

ผมไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง และกำลังเป็นห่วงมากว่า ในกรณีที่ประเทศไทยเรายังขาดกระบวนการพัฒนาทางความคิดอย่างเป็นระบบ ยังขาดความเข้าใจในหลักการบริหารความเสี่ยง ทั้งระดับองค์กรและระดับประเทศที่น่าเชื่อถือได้อีกมาก และยังขาดวิสัยทัศน์ในแง่มุมต่าง ๆ ที่เป็นรูปธรรม ประเทศไทยในอนาคตจะเป็นเช่นไร

หากผู้บริหารในระดับประเทศ ไม่กำหนดทิศทางที่ชัดเจน ในมุมมองต่าง ๆ ของชาติ อย่างเช่น กรณีการยอมรับได้ หรือการยอมรับไม่ได้ของการถูกจัดระดับความเสี่ยงของชาติ จากสถาบันจัดอันดับประเภทนี้จากต่างชาติว่า เราควรกำหนด และ/หรือจัดการกับความเสี่ยงที่ถูกนานาชาติ มองประเทศเราว่าเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงจากการก่อความไม่สงบ ระดับที่ 9 ของโลกนั้น เราควรจัดการลดความเสี่ยงอย่างเป็นกระบวนการอย่างไร ในทุกมุมมองของกระบวนการบริหาร เพื่อลดระดับความเสี่ยงจากที่ได้เพิ่มตลอดมาในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา โดยอาจกำหนด และมีกระบวนการจัดการที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่ควรยอมรับระดับความเสี่ยงประเภทนี้ หรือถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความเสี่ยงในการก่อความไม่สงบที่สูงเกินกว่าระดับที่ 20 ของโลก (นั่นคือ อันดับที่ 1-19 เป็นความเสี่ยงที่ประเทศไทยยอมรับไม่ได้ ซึ่งต้องมีกระบวนการบริหารการจัดการที่ดีตามมาในทุกมุมมองตามหลักการของ GRC

 

แพทริก พี. เกลซิงเกอร์ รองประธานอาวุโส และหัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยี บริษัทอินเทลคอร์เปอเรชั่น (ซีทีโอ) ผู้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ของโลก กับบทเรียนเรื่องการศึกษาและการพัฒนาความคิด เพื่อความมั่นคงของชาติ

ในครั้งที่แล้ว ผมได้พูดถึงเรื่องของ นายมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง Facebook.com ที่โด่งดังกับบทเรียนเรื่องการศึกษา โดยเล่าว่า Mr. Mark Elliot Zuckerberg อายุ 26 ปี ได้ลาออกจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ทั้ง ๆ ที่เรียนไม่จบ แต่มีจิตนาการและความคิดที่สามารถสร้าง Facebook.com เป็นที่โด่งดังทั่วโลก และมีคนเข้าเว็บไซต์มากเป็นอันดับ 2 ของโลก และมีความร่ำรวย โดยมีเงินประมาณ 76,000 ล้านบาท ภายหลังก่อตั้ง Facebook.com มาประมาณ 6 ปี

เช่นเดียวกับกรณี นาย แพทริก พี. เกลซิงเกอร์ ซึ่งเริ่มทำงานกับอินเทล ตั้งแต่อายุ 18 ปี เขามีลักษณะเด่น คือ ฉลาด ทรนง และเชื่อมั่น รู้ตัวว่าตัวเองต้องการอะไร มีเป้าหมาย ขยัน และเก่งคอมพิวเตอร์ เขาเรียนหนังสือระดับปริญญาตรี ควบคู่ไปกับการทำงานที่อินเทลนี้ด้วย และต่อมาเขาก็เรียนจบปริญญาโท และปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด โดยบริษัทอินเทล ไม่ยอมให้เขาลาออก แต่ให้เขาเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยจนจบ และสัญญาว่าเขาจะได้รับสิ่งคุ้มค่า หากเขายังอยู่กับอินเทล

ทุกอย่างเป็นไปตามที่บริษัทอินเทลได้บอกไว้กับนายแพท โดยแพทได้รับตำแหน่งผู้จัดการที่คิดค้นชิปคอมพิวเตอร์ รุ่น 486 และยิ่งกว่านั้น ในวัยเพียง 32 ปี เขาก็ได้รับตำแหน่งรองประธาน ของบริษัทอินเทลคอร์เปอเรชั่น (ซีทีโอ) ที่อายุน้อยที่สุด ทุกวันนี้นายแพทเป็นคนหนึ่งที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอินเทล ความสำเร็จที่สำคัญยิ่งที่นายแพทได้เล่าให้ฟังก็คือ เขาได้ตัดสินใจเชื่อศรัทธาในพระคริสต์ เมื่ออายุ 18 ปี

บทเรียนจากเรื่องจริงข้างต้นนี้ นอกเหนือจากที่กล่าวในวรรคต้นแล้วก็คือ นายแพท เป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์ ที่เกิดจากจิตวิญญาณที่มีความเข้มแข็ง ซึ่งส่งผลต่อการมีจิตนาการที่ดี ที่ถูกต้อง และผลักดันให้เกิดความคิด และพฤติกรรมในการดำเนินการตามที่เขาตั้งใจไว้ จนเขาประสบความสำเร็จ ทั้งด้านหน้าที่การงาน ความมั่นคงทางการเงิน และความสำเร็จทางด้านครอบครัว เพราะลินดา ภรรยาของเขา ซึ่งแพทย์เคยบอกว่า มีความผิดปกติในการมีบุตรในตอนแรก สามารถมีบุตรให้กับเขาได้ถึง 4 คนในเวลาต่อมา

Lesson – Learned ดังกล่าว ท่านคิดว่ามาจากโชคชะตา หรือมาจากศรัทธาจากความเชื่อที่ถูกต้อง และส่งผลไปยังความคิด และจิตนาการ รวมทั้งการตัดสินใจที่ถูกต้อง

ดังนั้น หากเราต้องการก้าวหน้า เราจึงต้องกล้าคิด และพัฒนาทางความคิดอย่างเป็นกระบวนการ ตั้งแต่ในวัยเยาว์ ถึงแม้ท่านผ่านวัยเยาว์มาแล้ว ท่านก็สามารถนำกรณีศึกษาของ นายแพท และนายมาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก และนายบิล เกตต์ ซึ่งเป็นตำนานของความสำเร็จจากการสร้างจิตนาการ และความสำเร็จจากความคิดที่เป็นระบบเป็นสำคัญ

ตั้งใจจะจบตั้งแต่วรรคที่แล้วครับ แต่ขอแถมนิดนึงให้เป็นข้อคิดว่า ประเทศไทยเราในอดีต เมเปิลครอฟต์จัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีอันตรายในระดับการก่อความไม่สงบ ในอันดับที่ 20 กว่า ๆ เมื่อปี 2551 ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 11 เมื่อปี 2552 ถูกจัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่ 9 นับว่าเป็นประเทศที่มีอันตรายในระดับการก่อความไม่สงบของโลก

แล้วผู้บริหารของประเทศเรา ในด้านต่าง ๆ ในระดับรัฐบาล รวมทั้งทางด้านความมั่นคงคิดอย่างไรบ้างครับ เกี่ยวกับข่าวสารที่มาจากต่างประเทศชิ้นนี้ มีการติดตามเรื่องนี้กันอย่างไร มีการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ แผนกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับการยอมรับความเสี่ยง หรือกำหนดระดับความเสี่ยงว่า ประเทศไทยของเราจะถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีโอกาสเกิดการก่อความไม่สงบ อันดับที่เท่าไหร่ของโลกจึงจะยอมรับไม่ได้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และกระทบกระเทือนถึงความมั่นคงของประเทศ กระทบกระเทือนต่อความมั่งคงทางเศรษฐกิจ กระทบกระเทือนต่อการลงทุน กระทบต่อการท่องเที่ยว และการพัฒนาในทุกด้าน ++

ผมไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง และกำลังเป็นห่วงมากว่า ในกรณีที่ประเทศไทยเรายังขาดกระบวนการพัฒนาทางความคิดอย่างเป็นระบบ ยังขาดความเข้าใจในหลักการบริหารความเสี่ยง ทั้งระดับองค์กรและระดับประเทศที่น่าเชื่อถือได้อีกมาก และยังขาดวิสัยทัศน์ในแง่มุมต่าง ๆ ที่เป็นรูปธรรม ประเทศไทยในอนาคตจะเป็นเช่นไร

หากผู้บริหารในระดับประเทศ ไม่กำหนดทิศทางที่ชัดเจน ในมุมมองต่าง ๆ ของชาติ อย่างเช่น กรณีการยอมรับได้ หรือการยอมรับไม่ได้ของการถูกจัดระดับความเสี่ยงของชาติ จากสถาบันจัดอันดับประเภทนี้จากต่างชาติว่า เราควรกำหนด และ/หรือจัดการกับความเสี่ยงที่ถูกนานาชาติ มองประเทศเราว่าเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงจากการก่อความไม่สงบ ระดับที่ 9 ของโลกนั้น เราควรจัดการลดความเสี่ยงอย่างเป็นกระบวนการอย่างไร ในทุกมุมมองของกระบวนการบริหาร เพื่อลดระดับความเสี่ยงจากที่ได้เพิ่มตลอดมาในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา โดยอาจกำหนด และมีกระบวนการจัดการที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่ควรยอมรับระดับความเสี่ยงประเภทนี้ หรือถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความเสี่ยงในการก่อความไม่สงบที่สูงเกินกว่าระดับที่ 20 ของโลก (นั่นคือ อันดับที่ 1-19 เป็นความเสี่ยงที่ประเทศไทยยอมรับไม่ได้ ซึ่งต้องมีกระบวนการบริหารการจัดการที่ดีตามมาในทุกมุมมองตามหลักการของ GRC

 
https://www.amazon.com/Bikeroo-Oversized-Comfort-Comfortable-Replacement/dp/B07B646ZZY/