Archive for ตุลาคม, 2010

การทดสอบข้อมูลโดยวิธี Test Data (ต่อ)

ในหัวข้อของ IT Audit นี้ จากครั้งที่ผ่านมา ผมได้ยกตัวอย่างของการทดสอบข้อมูลโดย Test Data Method – TDM ในระบบงานเงินฝากขององค์กร แบบ 1 Cycle ไปหลายตัวอย่างพอสมควร สำหรับครั้งนี้ผมจะขอยกตัวอย่าง TDM ในระบบงานเงินฝากขององค์กร แบบ 2 Cycle ที่ได้กล่าวถึงไว้ในครั้งก่อน ๆ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ลองพิจารณาถึงความแตกต่างของการทดสอบข้อมูลโดย Test Data Method ทั้ง 2 แบบ ดังนั้น เราไปติดตามกันเลยนะครับว่า การทดสอบข้อมูลโดย TDM แบบ 2 Cycle ที่จะกล่าวถึงนี้เป็นอย่างไร

ตัวอย่าง Test Data Method 2 Cycle

Test Data 2 Cycle_ตย 1

Test Data 2 Cycle_ตย 2

Test Data 2 Cycle_ตย 3_1
Test Data 2 Cycle_ตย 3_2

Test Data 2 Cycle_ตย 4_1
Test Data 2 Cycle_ตย 4_2

 

ค่าเงินบาทแข็งกับค่าเงินอ่อน สร้างประโยชน์อย่างไรให้กับประเทศ?

ผมไม่ได้วิเคราะห์ในหัวข้อนี้มานานพอสมควรนะครับ เพราะมีหัวข้ออื่น ๆ จะต้อง update ที่ผู้สนใจโทรศัพท์ขอมามากกว่า อย่างไรก็ดี ข่าวในเรื่องค่าเงินบาทแข็งกำลังเป็นข่าว hot-hit ตามสื่อแตกต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงข่าวทางโทรทัศน์ เมื่อ 14-15 ตุลาคม 2553 ซึ่งมีการออกความเห็นอย่างรุนแรงที่ผู้รับชม รับฟัง ที่บริโภคข่าว อาจสับสนและมีความเข้าใจที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก เพราะผู้ฟังมีการประกอบอาชีพที่หลากหลาย และมีพื้นฐานที่แตกต่างกันในภาพโดยรวมของสังคม

คงไม่มีอะไรผิด และคงไม่มีอะไรถูกทั้งหมด ในมุมมองของแต่ละกลุ่มของผู้ได้รับประโยชน์ในทางบวก หรือผู้ได้รับผลกระทบในทางลบ จากการที่เงินบาทแข็งค่าหรืออ่อนค่า

ผมคงไม่พูดในลักษณะวิชาการ เพราะในมุมมองนี้มีผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลาย ได้ให้คำอธิบายตามสื่อต่าง ๆ มากมายไปแล้ว แต่ผมจะเล่าสู่กันฟังง่าย แบบพูดคุยกันภาษาชาวบ้าน ให้เข้าใจได้ง่าย ๆ โดยไม่อ้างทฤษฎีใด ๆ แต่เป็นเรื่องข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้

ผมขอเริ่มว่า ประเทศสิงคโปร์ ประเทศที่มีพลเมืองเพียง 4 ล้านเศษ ๆ ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ การเงิน การบริหาร การจัดการ และวิสัยทัศน์ในมุมมองต่าง ๆ ที่น่าจะเหนือกว่าประเทศไทยเรา เรื่องนี้เป็นความจริงครับ เพราะไม่ว่าจะประเมินเรื่องใด ๆ ในหัวข้อใด ๆ ที่องค์กรสากล สำรวจกัน ประเทศสิงคโปร์ก็จะอยู่ในระดับต้น ๆ ของโลกเสมอ

มีบางคนกล่าวว่า ประเทศสิงคโปร์เปรียบได้เหมือนกับกล้วยหอม ที่มีผิวพรรณเป็นชาวเอเชีย คือ ผิวเหลือง (เหมือนเปลือกกล้วย) แต่เนื้อในเป็นสีขาว เช่นเดียวกับฝรั่ง ที่มีผิวขาว ที่มีวิสัยทัศน์ ความคิด ความเชื่อ จากทัศนคติที่แตกต่างกันอย่างมากมาย ในกระบวนการบริหารและการจัดการในทุกรูปแบบ ทั้งในอดีตและปัจจุบันนั้น…

ท่านทราบไหมครับว่า ระหว่างที่ประเทศไทยกำลังโอดครวญเรื่องค่าเงินบาทแข็งนั้น ประเทศสิงคโปร์ และรัฐบาลสิงคโปร์ กำลังผลักดันและขับเคลื่อนในค่าเงินดอลล์ล่าสิงคโปร์แข็งขึ้น เพราะอัตราเงินเฟ้อของสิงคโปร์มีระดับที่สูงมาก ที่จะมีผลกระทบระยะยาวต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ตามหลักการบรรษัทภิบาล หรือ CG รวมทั้ง การแสดงความรับผิดและรับชอบ ตามหลักการ Accountability ซึ่งก็เป็นไปตามหลักการ CG เช่นกัน

นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่ององค์ประกอบต่าง ๆ ทื่เกี่ยวกับเรื่องบรรษัทภิบาล ซึ่งหากขยายความออกไปมากกว่านี้ ก็จะทำให้เรื่องที่จะเล่าสู่กันฟังง่าย ๆ กลายเป็นเรื่องยากขึ้นมาทันที

กลับมาเรื่องของค่าเงินแข็ง กับค่าเงินอ่อนกันดีกว่านะครับว่า อะไรที่เรืยกว่า ค่าเงินแข็ง และอะไรที่เรียกว่า ค่าเงินอ่อน

เมื่อปี 2540 ค่าเงินบาทของไทยเมื่อเทียบกับเงินดอล์ล่า สหรัฐ $ อยู่ที่ประมาณ 26 บาท : 1 $US แต่เมื่อถูกโจมตีจากค่าเงินบาทต่างชาติ เพราะเงินบาทในช่วงนั้นแข็งเกินไป อันเกิดจากสาเหตุหนึ่งก็คือ มีเงินตราต่างประเทศเข้ามามากในสถาบันการเงิน +++ ในขณะที่เศรษฐกิจและพื้นฐานทางการเงิน และสภาพแวดล้อมจากปัจจัยในการกู้เงิน และปล่อยสินเชื่อมีปัญหาด้านเสถียรภาพ และดุลยภาพในการจัดการในภาพโดยรวมครับ คงไม่ต้องกล่าวถึงเรื่อง นโยบาย Out – In และ In – Out +++ นะครับ เพราะจะทำให้เวียนหัวขึ้นไปอีก

สรุปในช่วงเวลานั้นประเทศไทยพ่ายแพ้ในการต่อสู้และรักษาค่าเงินบาท ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนในช่วงต่อมา จากเงินบาทแข็งที่ 26 บาท : 1 $US เป็นประมาณ 55 บาท : 1 $US ผลก็คือ สถาบันการเงินและผู้ที่เป็นหนี้เงินตราต่างประเทศในทุกกลุ่ม มีหนี้เพิ่มขึ้นทันที ไม่ต่ำกว่า 100% คือสมมุติว่า จากหนี้ 100 ล้านบาท กลายเป็นหนี้ มากกว่า 200 ล้านบาท เป็นต้น นั่นคือ จะต้องหาเงินบาทมามากขึ้นกว่าเท่าตัวที่จะต้องชำระหนี้ต่างประเทศในวงเงินเท่าเดิม

กล่าวในอีกนัยหนึ่ง หากเราต้องใช้ค่าเงินบาทมากขึ้นในการแลกเงิน 1 $US เราเรียกว่า เงินบาทอ่อน ที่ว่าอ่อนเพราะใช้เงินบาทมากขึ้นในการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งในที่นี้เทียบกับ $US เป็นหลัก และในกรณีตรงข้าม ถ้าเราต้องใช้เงินบาทในการแลกเปลี่ยนน้อยกว่า 55 บาท เพื่อแลกกับ 1 $US ก็ถือว่าเป็นเงินบาทแข็งขึ้น

จาก ปี 2540 มาจนถึงปัจจุบัน ค่าเงินบาทที่เปลี่ยนแปลงจากแข็งเป็นอ่อน คือ 26 บาท แลกได้ 1 $US และค่าเงินบาทเปลี่ยนแปลงจากอ่อนเป็นแข็ง เป็นประมาณ 31 บาท : 1 $US ในปัจจุบัน ก็ถือว่าเงินบาทแข็งขึ้นมากเกือบ 100% เช่นกัน เมื่อเทียบกับ ปี 2540

ผลที่ตามมาก็คือ คนที่เป็นหนี้เงินตราต่างประเทศที่ไม่ประกันค่าความเสี่ยงจากอัตราการแลกเปลี่ยนของเงินบาท ก็จะมีปัญหาเรื่องหนี้สินล้นพ้นตัว จนถึงขั้นล้มละลายในที่สุด ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นมากมายในปัจจุบัน+++

สำหรับผู้ที่ถือเงิน $US ในประเทศหรือต่างประเทศ สามารถแลกเงินบาทได้เพิ่มขึ้นมากเป็นตัวเท่าในช่วง ปี 2540 นั่นคือ 1$US ซึ่งเดิมแลกค่าได้ 26 บาท สามารถแลกเป็นเงินบาทได้มากกว่า 50 บาทเป็นต้น

แล้วท่านอยู่ในฐานะใด? ระหว่าง 2 สถานะล่ะครับ

ในช่วงปัจจุบันเงินบาทแข็งขึ้นมาก และมีโอกาสที่จะแข็งขึ้นต่อไปนั้น ข้อดีก็คือ เราสามารถสั่งซื้อสินค้า เช่น น้ำมัน จากต่างประเทศได้ในราคาถูก และตรงกันข้าม ถ้าค่าเงินบาทอ่อนตัว ค่าน้ำมันจะมีราคาแพงตามสัดส่วนเดียวกัน +++

เช่นเดียวกันนะครับที่จะกล่าวต่อไปว่า ผู้ส่งสินค้าออกได้รับผลกระทบกระเทือนจากเงินบาทแข็งค่า เพราะเงิน $US แลกเป็นเงินบาทได้น้อยลง +++

สำหรับผู้ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกและเพื่อขายภายในประเทศ ที่มีวัตถุดิบจากต่างประเทศก็มีมุมมองในการอธิบายผสมผสานกัน ระหว่างผลดีและผลเสียจากเงินบาทอ่อนค่า และแข็งค่า +++

สำหรับชาวนา ซึ่งใช้ผลผลิตภายในประเทศล้วน ๆ 100% อาจจะถูกกดราคาข้าว เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งตัว เพราะผู้ส่งออกจะได้รับเงินบาทจากการขายข้าวน้อยลง ซึ่งจะเกิดวงจรในลักษณะงูกินหางกันต่อ ๆ ไป+++

สรุป เงินบาทแข็ง หรือเงินบาทอ่อน จะดีหรือไม่ดี จะขึ้นกับว่าท่านอยู่ในสถานะใดของดุลยภาพทางการเงิน และการจัดการที่มีผลกระทบต่อค่าเงินบาท ดังนั้น การจัดการที่ดีไม่ว่าในฐานะ Regulators และ Operators ก็คือ ความสามารถในการบริหารความเสี่ยง การควบคุมเหตุการณ์ และสถานการณ์ที่อาจจะเกิดจากปัจจัยเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อเป้าประสงค์ ของแต่ละท่านและของแต่ละองค์กร รวมทั้งของประเทศในภาพโดยรวม ที่ต้องอาศัยความเข้าใจ และสร้างดุลยภาพที่ดี เพื่อให้สามารถยืนอยู่ได้ท่ามกลางความผันผวนของค่าเงินบาท

ผมตั้งใจจะพูดแบบชาวบ้านให้ฟังง่าย ๆ แต่ตอนสุดท้ายรู้สึกว่าไม่ง่ายดังที่ตั้งใจนะครับ ทั้งนี้เพราะคำว่า ดุลยภาพ ซึ่งแปลว่าความยั่งยืนในมุมมองของ การกำกับดูแลกิจการที่ดีและการบริหารความเสี่ยง และการควบคุม รวมทั้งการจัดการที่ดีนั้น มีปัจจัยมากหลายที่ใช้ในการอธิบาย และเป็นที่แน่นอนว่า หากท่านอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบ ท่านจะไม่ชอบเห็นเหตุการณ์ที่เงินบาทแข็งตัว ในกรณีที่ท่านเป็นผู้ส่งสินค้าออกที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก

หากท่านเป็นหนี้เงินตราต่างประเทศ จากการที่กู้มาเงินช่วงเงินบาทอ่อนตัว และท่านสามารถชำระหนี้ได้ในช่วงเงินบาทแข็งตัว เช่นช่วงเวลานี้ ท่านก็จะได้เปรียบ และมีประโยชน์จากการที่เงินบาทแข็งตัวนั้น+++

ขอให้ท่านผู้อ่านเปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีสภาพแวดล้อม และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเงินที่แตกต่างจากไทยเรา ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ที่ต้องการผลักดันและขับเคลื่อนประเทศของตนให้มีค่าเงินที่แข็งขึ้น เพราะเงินเฟ้อมีอัตราที่สูง และจะมีผลกระทบต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาตนั่นเอง +++

สำหรับประเทศไทย เราจะเดินไปทิศทางไหนดีล่ะครับ ระหว่างค่าเงินบาทแข็งตัว หรือค่าเงินบาทอ่อนตัว ในมุมมองของทางการที่ต้องต่อสู้เพื่อรักษาค่าเงินบาทในช่วงเวลานั้น และต้องเจ็บตัว และมีปัญหามากมายตามมาจากค่าเงินบาทแข็งเป็นค่าเงินบาทอ่อน และกำลังจะกลับมีปัญหาใหม่ จากค่าเงินบาทอ่อนเป็นค่าเงินบาทแข็งอีกหรือครับ

ผมขอจบเพียงเท่านี้ดีกว่า เพราะยิ่งพูดชักดูไม่ง่ายแล้วครับ

 

Integrated Management / Audit and CAE – Chief Audit Executive ตอน 1

Asian CAE Leadership Forum 2010

ผมมีโอกาสได้ไปร่วมประชุม IIA Annual Conference and Asian CAE Forum ที่สิงคโปร์ ณ Resorts World Sentosa เมื่อวันที่ 29 ก.ย. – 1 ต.ค. 2553

สำหรับ Annual Conference 2010 เป็นหัวข้อของ Winning in the New Decade ซึ่งมี topic ที่น่าสนใจหลายเรื่องด้วยกัน เช่น
– The Future of Internal Auditing: A Global Perspective
– Revisiting Your Training & Staffing Needs – Who is The Future Internal Auditor?
– CAE Leadership: Meeting Challenges of New Decade
– Using Risk Analytics to Design Better Audits
– Arresting Corporate Fraud: What CAEs Should Know
– Optimising Your IA Function, Increasing Shareholders’ Value

จากเรื่องที่ผมได้ฟังในหัวข้อต่าง ๆ จากการประชุม ผสมผสานกับสิ่งที่ผมเข้าใจว่าทิศทางการตรวจสอบของผู้ตรวจสอบภายใน ในช่วงวันนี้ถึงวันข้างหน้าจะให้ความสนใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ IT Audit และ Non – IT Audit ที่เกี่ยวข้องกับ IT Risk และ Risk IT ที่มีผลกระทบต่อ Business Objective เป็นสำคัญ

ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะสงสัยว่า ทำไมผมจึงเอาหัวข้อนี้มาไว้ในเรื่องคุยกับผู้เขียน ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้เป็นหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง Audit และเรื่องที่ผมไปประชุมที่สิงคโปร์นั้น ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ Audit ทั้งสิ้น

ผมขอทบทวนนะครับว่า Auditors ทำหน้าที่หลัก ๆ 2 ประการ คือ 1. Assurance 2. Consulting Service ให้กับองค์กร ในขณะที่ หน้าที่ทางด้าน Monitoring เป็นหน้าที่ของผู้บริหารขององค์กร ที่การทำหน้าที่ทั้ง 2 ดังกล่าวนั้น จะมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ในมุมมองต่าง ๆ ของกระบวนการจัดการ ซึ่งมีบทบาทที่แตกต่างกันไป แต่มีวัตถุประสงค์ร่วมกันอย่างหนึ่งก็คือ การสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับองค์กร และสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับผู้มีผลประโยชน์ร่วม (Stakeholders)

จากหลักการดังกล่าว หัวข้อต่าง ๆ ที่ปรากฎใน www.itgthailand.com นั้น ถึงแม้จะแตกต่างกันในชื่อ รวมทั้งสาระตามหัวข้อที่กล่าวนั้น แต่วัตถุประสงค์ร่วมของเว็บนี้ก็คือ เป็นเว็บเพื่อสังคมแห่งการเรียนรู้ สร้างความคิดอ่าน ที่สามารถสร้างคุณค่าเพิ่มได้ในระดับต่าง ๆ ทั้งภายในองค์กร และในระดับที่สูงขึ้นไป

วันนี้ ผมจึงขอนำสาระที่ได้จากการประชุมดังกล่าวมานำเสนอ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหารงานตรวจสอบ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า CAE มาไว้ในหัวข้อนี้ ซึ่งเรื่องที่กล่าวถึงนี้น่าจะเป็น trend ใหม่สำหรับงานบริหารการตรวจสอบที่มีแนวความคิดมาจาก การผสมผสานการตรวจสอบระหว่าง IT Audit และ Non – IT Audit ที่อยู่ภายใต้การบริหารงานตรวจสอบของ CAE และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee) ซึ่งโดยปกติจะมีผู้แทนจากคณะกรรมการที่เป็นอิสระขององค์กรอย่างน้อย 3 ท่าน ที่อยู่ใน Audit Committee เป็นผู้ดูแลบริหารการตรวจสอบ

ในอดีตที่ผ่านมาและจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ขององค์กรหลายแห่ง และอาจจะกล่าวได้ว่าองค์กรส่วนมากยังเข้าใจความหมายของ Integrated Audit และประโยชน์ของการตรวจสอบในลักษณะนี้ที่แตกต่างกันมาก จากการที่องค์กรไม่ได้มีการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมของการผสมผสานการตรวจสอบ และใช้ประโยชน์จากแนวคิดที่เป็นลักษณะ Interdependent Approach ของกระบวนการตรวจสอบ ระหว่าง IT Audit และ Non – IT Audit เข้ามาใช้เป็นพลังร่วม (Synergy)ในการขับเคลื่อนกระบวนการตรวจสอบ ไปสู่การจัดทำรายงานการตรวจสอบที่มีคุณภาพสูงสุด จากการหลอมรวมกระบวนความคิด ซึ่งนำไปสู่ความเข้าใจในการวางแผนการตรวจสอบ ที่คำนึงถึง Audit Universe หรือเรื่องที่ควรได้รับการทดสอบในภาพโดยรวมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเชื่อมโยงหรือมีผลกระทบต่อ กระบวนการจัดทำรายงาน ทั้งทางด้าน IT และ Non – IT ที่จะสัมพันธ์กับการควบคุมความเสี่ยง จาก Risk Universe ในแง่มุมต่าง ๆ ในมุมมองของ Business Balanced Scorecard และ Information Balanced Scorecard หรือแม้กระทั่งเป้าประสงค์หลักของการควบคุมความเสี่ยง ตามหลักการของ COSO – ERM ซึ่งก็ได้แก่ Strategic Risk – S, Operation Risk – O, Reporting Risk – R or F, Compliance Risk – C ที่ส่วนใหญ่จะเคยชินกันกับคำที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า S – O – F – C

แนวทางการบริหารและการจัดการความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร ตามแนวทางของ COSO – ERM ที่นิยมใช้กันทั่วโลกและในประเทศไทยนั้น แทบจะไม่ได้กล่าวถึงผลกระทบ หรือ Impact จาก Risk IT และ IT Risk ที่มีผลต่อกระบวนการบริหารและการจัดการ รวมทั้งการจัดทำรายงานที่เป็นรูปธรรม ดังนั้น ในทางปฏิบัติ ผู้กำกับ ในฐานะ Regulators และผู้ปฏิบัติ ในฐานะ Operators ส่วนใหญ่จึงมองข้ามความสำคัญของกระบวนการระบุปัจจัยเสี่ยง จาก IT Risk ที่มีผลกระทบต่อกระบวนการควบคุม กระบวนการบริหาร และกระบวนการตัดสินใจ ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงในการจัดการที่มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพ และประสิทธิผลในการดำเนินงาน การทุจริต รวมทั้ง การลดโอกาสที่จะสร้างความเชื่อมั่น ความเชื่อถือ การสร้างคุณค่าเพิ่ม การสร้างความมั่นใจให้กับผู้มีผลประโยชน์ร่วม ทั้งภายในองค์กร และภายนอกองค์กร อย่างมีนัยสำคัญยิ่ง

ท่านผู้อ่านครับ การประชุมที่สิงคโปร์ครั้งนี้ ไม่มีหัวข้อที่เกี่ยวกับ Integrated Audit นะครับ ผมฟังหัวข้ออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องตามที่ได้กล่าวข้างต้นแล้วนำความเข้าใจดังกล่าวมาผสมผสานเป็นหัวข้อใหม่ ชื่อ Integrated Audit ที่มีความหมายและเข้าใจได้ในทันที สำหรับผู้ที่อยู่ในวงการบริหารการจัดการงานตรวจสอบ ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งที่สำคัญมากต่อการสร้าง Business Value ให้กับองค์กรในแง่มุมต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อน Business Balanced Objectives หรือ Business Balanced Scorecard แล้วแต่กรณี

บทความเรื่องนี้จะนำเสนอในรูปแบบที่ให้แนวความคิดที่ผู้บริหาร ในฐานะที่ทำหน้าที่กำกับและติดตามผลการดำเนินงาน (Monitor) จากการบริหารความเสี่ยง ทั้งทางด้าน IT และ Non -IT และ CAE รวมทั้งผู้ตรวจสอบภายใน ซึ่งทำหน้าที่ ในฐานะ Assurance และ Consulting Service ด้านต่าง ๆ นั้นมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน จะได้ประโยชน์จากแนวความคิดในลักษณะ Integrated Thinking ไปสู่การปฏิบัติในลักษณะ Integrated Doing เพื่อก้าวสู่หลักการใหญ่กว่า Integrated Management ก็คือ GRC ต่อไปครับ

 

การทดสอบข้อมูลโดยวิธี Test Data (ต่อ)

การทดสอบข้อมูลโดย Test Data Method – TDM ซึ่งผมได้ยกตัวอย่างของ Test Data ในระบบงานเงินฝากขององค์กร แบบ 1 Cycle ไป 2 – 3 ตัวอย่างในครั้งที่แล้ว เป็นอย่างไรบ้างครับ คงพอทำให้ท่านผู้อ่านเข้าใจและเห็นภาพของการจัดทำ Test Data ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น หลังจากที่ได้นำเสนอถึงรายละเอียด ขั้นตอนและข้อดี ข้อเสียของการจัดทำไปในครั้งก่อน ๆ สำหรับครั้งนี้ ผมยังมีตัวอย่างของการจัดทำ Test Data แบบ 1 Cycle ที่แตกต่างกันในรายละเอียดมาให้พิจารณาอีกสัก 2 – 3 ตัวอย่าง ไปติดตามกันต่อเลยนะครับ

Test Data 1 Cycle_ตย 4

Test Data 1 Cycle_ตย 5

Test Data 1 Cycle_ตย 6

ครั้งหน้าไปติดตามตัวอย่าง Test Data ในระบบงานเงินฝากขององค์กร แบบ 2 Cycle กันนะครับ