Archive for the "COSO-ERM กับ ITG และ GRC กับการวิเคราะห์เพื่อสร้างสรรสาระ" Category

ความเข้าใจในเรื่อง Risk Map เพื่อยกระดับการบริหารความเสี่ยงขององค์กร (3)

ความเข้าใจในเรื่องของ Risk Map เพื่อหาความสัมพันธ์ของ Root Cause จากปัจจัยหนึ่งที่มีผลกระทบต่อปัจจัยอื่น ๆ ทั้งในระดับองค์กร เช่น Stratigic Risk – S, Operational Risk – O, Financial Risk/Reporting Risk – F, Compliance Risk – C ตามแนวทางของ COSO – ERM รวมถึง Root Cause จากความเสี่ยงที่มีผลกระทบในระดับขั้นตอน + กระบวนการ + กิจกรรม ของจุดอ่อนในแต่ละกรอบข้างต้น ที่เกี่ยวข้องและมีผลกระทบกับกรอบการควบคุมด้านอื่น ๆ ในทุกมุมมอง ทั้งด้าน IT และ Non – IT นั้น จะมีประโยชน์ต่อการบริหารความเสี่ยงเป็นอย่างมาก ถ้าผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าใจและควบคุมความเสี่ยงจากต้นเหตุที่แท้จริง ก็จะสามารถควบคุมความเสี่ยงที่มีผลต่อเนื่องจากความเสี่ยงที่มาจากต้นเหตุนั้นได้เป็นอย่างมาก และบางกรณีอาจได้ทั้งหมด +++

ลองพิจารณาและทำความเข้าใจในเกณฑ์การประเมิน Risk Map ของทาง Tris จะมีแนวทางบางประการดังนี้

1. การกำหนดสาเหตุของปัจจัยเสี่ยง และกำหนดระดับความรุนแรงของสาเหตุนั้น

2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยงในระดับองค์กร และความสัมพันธ์ของสาเหตุ (ต้นเหตุื –> ปลายเหตุ)

3. การวิเคราะห์ผลกระทบทั้งเชิงการเงิน และมิใช่เชิงการเงิน (กระทบมาก/น้อย) ระหว่าง
3.1. ปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยเสี่ยง
3.2. สาเหตุกับสาเหตุ
3.3. ปัจจัยเสี่ยงและสาเหตุ

4. การนำ Risk Map ไปใช้ในการกำหนดแผนการบริหารความเสี่ยง ทุกกิจกรรมในแผนบริหารความเสี่ยง จะต้องมีความสอดคล้องกับสาเหตุและจัดลำดับตามระดับความรุนแรงของสาเหตุ รวมถึงความสัมพันธ์อื่นที่มากระทบต่อสาเหตุนั้น

5. การสร้างความเข้าใจในเรื่อง Risk Map ให้กับบุคลากรในองค์กร และวาระการประชุมร่วมกันระหว่างผู้บริหาร ฝ่ายบริหารความเสี่ยง และ Risk Owner ทุกปัจจัยเสี่ยง

เมื่อเทียบกับเกณฑ์ประเมินที่หน่วยงานภาครัฐยังต้องปรับปรุง เพราะพิจารณาได้ว่าหน่วยงานนั้นยังไม่ผ่านเกณฑ์การบริหาร Risk Map เนื่องจากพิจารณาความเสี่ยงเพียงระดับเดียว โดยยังไม่พิจารณาความเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กันอย่างครบถ้วน ซึ่งพิจารณาได้ดังนี้

Layer - Special Viewpoints in IAF

1. หน่วยงาน/องค์กร ทำการกำหนดสาเหตุเพียง Layer เดียว ทั้ง ๆ ที่่บางสาเหตุสามารถแตกออกเป็น Layer ที่สองได้ และ/หรือไม่ได้กำหนดระดับความรุนแรงของสาเหตุ

Risk Map and Layer of Controls

2. หน่วยงาน/องค์กรนั้น สามารถอธิบายความสัมพันธ์ได้ แต่ไม่สามารถแสดงความสัมพันธ์ได้ครบถ้วน

3. หน่วยงาน/องค์กร ส่วนใหญ่จะวิเคราะห์ผลกระทบระหว่างปัจัยเสี่ยงและปัจจัยเสี่ยงได้ แต่มีบางหน่วยงานที่วิเคราะห์ผลกระทบระหว่างสาเหตุกับสาเหตุไม่ได้ รวมถึงไม่สามารถอธิบายได้ถึงผลกระทบที่ไม่ใช่เชิงการเงินได้อย่างชัดเจน

Mapping and Layer - Strategic Alignment between

4. หน่วยงาน/องค์กร มีการจัดทำแผนการบริหารความเสี่ยง เกิดก่อนการทำ Risk Map หรือกิจกรรมในแผนบริหารความเสี่ยง ไม่สอดคล้องกับการบริหารที่สาเหตุที่เกิดปัจจัยเสี่ยง

5. หน่วยงาน/องค์กรส่วนใหญ่ขาดความเข้าใจและไม่มีส่วนร่วมในการจัดทำ Risk Map ขององค์กร

เกณฑ์การประเมิน Risk Map

นอกจากการอธิบาย Risk Map ตามแผนภาพข้างต้น ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงความเสี่ยงตามแนวทางของ COSO – ERM ที่ไม่ได้กล่าวถึงความเสี่ยงทางด้าน IT Risk ที่มีผลกระทบต่อ Business Process และ Business Objectives จึงขออธิบาย Risk Map ในรูปแบบของการ Mapping ระหว่าง CobiT และ COSO เพียงบางโดเมน รวมทั้งการนำเสนอ Risk Map ที่เกี่ยวข้องกับ Operational Risk ซึ่งอธิบายด้วยแผนภาพได้ดังนี้

Operation Risk and Mapping

CobiT and COSO Mapping

ผมได้เพิ่มเติมภาพต่าง ๆ เพื่อใช้อธิบายประกอบความเข้าใจในเรื่อง Risk Map ในระดับต่าง ๆ และเสริมสร้างความเข้าใจในเรื่อง Layer of Risk and Controls เพื่อ Monitoring และ Auditing ที่มีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ได้

ขอให้ท่านผู้อ่านได้โปรดพิจารณาแผนภาพและใช้ดุลยพินิจไปพร้อม ๆ กับการดูแผนภาพข้างต้น ซึ่งอธิบายได้ดีกว่าการใช้ถ้อยคำในแต่ละภาพได้อย่างมากมาย ข้อสำคัญก็คือ ท่านควรได้เข้าใจถึงคำจำกัดความ และความหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น Risk Map และ Layer of Risk and Controls เป็นต้น ท่านที่เห็นภาพและเข้าใจคำจำกัดความจะสามารถทำความเข้าใจที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ เพื่อยกระดับการบริหารความเสี่ยงในมุมมองต่าง ๆ เพื่อการจัดการที่ดีต่อไปอย่างได้ผลครับ

 

ข้อสังเกตจากการประเมินการบริหารความเสี่ยงของหน่วยงานภาครัฐ บางประการ ประจำปี 2552 (2)

จากการประเมินการบริหารการจัดการความเสี่ยงของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปี 2552 มีข้อสังเกตจากการรวบรวมของ บริษัทที่ปรึกษา/Tris บางประการ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงการยกระดับการบริหารความเสี่ยงในเชิงคุณภาพ โดยการทำความเข้าใจกับเกณฑ์ประเมิน Risk Map ในส่วนที่เกี่ยวข้อง สรุปได้ดังนี้

ประเด็นการให้คะแนนเชิงคุณภาพ
พิจารณาจากระบบการบริหารความเสี่ยงที่มีสามารถป้องกันไม่ให้เกิด Incident โดยมีการสื่อสารให้บุคลากรในองค์กรรับทราบและมีมาตรการในการป้องกันไม่ให้ Incident เกิดขึ้นอีก ซึ่งมีแนวปฏิบัติัดังนี้

1. สายการรายงานและสายการบังคับบัญชีของระบบงานบริหารความเสี่ยง สามารถให้ผู้บริหารได้รับทราบและพิจารณาแก้ไขได้อย่างรวดเร็วหรือไม่

2. แผนบริหารความเสี่ยงได้ถูกปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์ดังกล่าวอย่างไร

3. การวิเคราะห์ผลกระทบของ Incident ต่อระบบงานทุกระบบในองค์กร

ดังนั้น หากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผล หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่สนใจจะยกระดับการบริหารความเสี่ยงในเชิงคุณภาพ ก็อาจพิจารณาปัจจัยข้างต้น โดยนำมาปรับปรุงใช้กับแผนการบริหารความเสี่ยงในปีต่อ ๆ ไปให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

 

แนวการประเมินการให้คะแนนเชิงคุณภาพของการบริหารความเสี่ยง (1)

ทางการโดย สคร. กระทรวงการคลัง และที่ปรึกษา สคร. คือ Tris อาจจะประเมินคุณภาพการบริหารความเสี่ยง และอาจปรับลดคะแนนลงได้ โดยพิจารณาจากเกณฑ์ต่อไปนี้

1. ความครบถ้วนของปัจจัยเสี่ยง

- ความสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการประจำปี ตัวชี้วัดขององค์กร รวมถึง การวิเคราะห์ SWOT

- เทคนิค/วิธีการที่ รส. ใช้ในการค้นหาปัจจัยเสี่ยง

- Incident ที่เกิดขึ้นในระหว่างปี และ Incident ที่เกี่ยวข้องกับ Stakeholder ขององค์กร ได้นำมาวิเคราะห์ถึงผลกระทบต่อองค์กรหรือไม่

- รส. ควรวิเคราะห์ Impact ของ Stakeholder ที่มีต่อองค์กรประกอบในการค้นหาปัจจัยเสี่ยง

The Five Forces That Shape Industry Competition

การประเมินความเสี่ยงเชิงคุณภาพ

2. การประเมินความเสี่ยง และการจัดระดับความสำคัญ (Risk Assessment & Prioritize)

- เกณฑ์การประเมินในปี 53 หน่วยงาน/องค์กรมีการกำหนดเกณฑ์ระดับความรุนแรงแยกรายปัจจัยเสี่ยง และควรมีการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ดังนั้น ควรแสดงถึงการใช้ฐานข้อมูลของหน่วยงานมาใช้ในการกำหนดโอกาส/ผลกระทบ รวมถึงสามารถอธิบายได้ถึงระดับความรุนแรงในมุมมองต่าง ๆ ที่สามารถเทียบเคียงกันได้

- แนวคิดในการจัดลำดับความสำคัญ โดยเฉพาะ Compliance Risk

การประเมินความเสี่ยง และการจัดระดับความสำคัญ

อาจสรุปได้ว่า ประเด็นการประเมินเชิงคุณภาพ จะเน้นการประเมินการบริหารความเสี่ยง และการจัดระดับความสำคัญของการบริหารความเสี่ยง ที่มีผลกระทบต่อเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ขององค์กรนั้น โดยหลักการจะเกี่ยวข้องกับการบริหาร IT Risk และ Non – IT Risk อย่างผสมผสานและเป็นบูรณาการ ที่จะสัมพันธ์กับกรอบใหญ่ของการขับเคลื่อน Integrity – Driven Performance ตามแนวทางของ GRC เป็นสำคัญ

 

ค่าเงินบาทแข็งกับค่าเงินอ่อน สร้างประโยชน์อย่างไรให้กับประเทศ?

ผมไม่ได้วิเคราะห์ในหัวข้อนี้มานานพอสมควรนะครับ เพราะมีหัวข้ออื่น ๆ จะต้อง update ที่ผู้สนใจโทรศัพท์ขอมามากกว่า อย่างไรก็ดี ข่าวในเรื่องค่าเงินบาทแข็งกำลังเป็นข่าว hot-hit ตามสื่อแตกต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงข่าวทางโทรทัศน์ เมื่อ 14-15 ตุลาคม 2553 ซึ่งมีการออกความเห็นอย่างรุนแรงที่ผู้รับชม รับฟัง ที่บริโภคข่าว อาจสับสนและมีความเข้าใจที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก เพราะผู้ฟังมีการประกอบอาชีพที่หลากหลาย และมีพื้นฐานที่แตกต่างกันในภาพโดยรวมของสังคม

คงไม่มีอะไรผิด และคงไม่มีอะไรถูกทั้งหมด ในมุมมองของแต่ละกลุ่มของผู้ได้รับประโยชน์ในทางบวก หรือผู้ได้รับผลกระทบในทางลบ จากการที่เงินบาทแข็งค่าหรืออ่อนค่า

ผมคงไม่พูดในลักษณะวิชาการ เพราะในมุมมองนี้มีผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลาย ได้ให้คำอธิบายตามสื่อต่าง ๆ มากมายไปแล้ว แต่ผมจะเล่าสู่กันฟังง่าย แบบพูดคุยกันภาษาชาวบ้าน ให้เข้าใจได้ง่าย ๆ โดยไม่อ้างทฤษฎีใด ๆ แต่เป็นเรื่องข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้

ผมขอเริ่มว่า ประเทศสิงคโปร์ ประเทศที่มีพลเมืองเพียง 4 ล้านเศษ ๆ ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ การเงิน การบริหาร การจัดการ และวิสัยทัศน์ในมุมมองต่าง ๆ ที่น่าจะเหนือกว่าประเทศไทยเรา เรื่องนี้เป็นความจริงครับ เพราะไม่ว่าจะประเมินเรื่องใด ๆ ในหัวข้อใด ๆ ที่องค์กรสากล สำรวจกัน ประเทศสิงคโปร์ก็จะอยู่ในระดับต้น ๆ ของโลกเสมอ

มีบางคนกล่าวว่า ประเทศสิงคโปร์เปรียบได้เหมือนกับกล้วยหอม ที่มีผิวพรรณเป็นชาวเอเชีย คือ ผิวเหลือง (เหมือนเปลือกกล้วย) แต่เนื้อในเป็นสีขาว เช่นเดียวกับฝรั่ง ที่มีผิวขาว ที่มีวิสัยทัศน์ ความคิด ความเชื่อ จากทัศนคติที่แตกต่างกันอย่างมากมาย ในกระบวนการบริหารและการจัดการในทุกรูปแบบ ทั้งในอดีตและปัจจุบันนั้น…

ท่านทราบไหมครับว่า ระหว่างที่ประเทศไทยกำลังโอดครวญเรื่องค่าเงินบาทแข็งนั้น ประเทศสิงคโปร์ และรัฐบาลสิงคโปร์ กำลังผลักดันและขับเคลื่อนในค่าเงินดอลล์ล่าสิงคโปร์แข็งขึ้น เพราะอัตราเงินเฟ้อของสิงคโปร์มีระดับที่สูงมาก ที่จะมีผลกระทบระยะยาวต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ตามหลักการบรรษัทภิบาล หรือ CG รวมทั้ง การแสดงความรับผิดและรับชอบ ตามหลักการ Accountability ซึ่งก็เป็นไปตามหลักการ CG เช่นกัน

นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่ององค์ประกอบต่าง ๆ ทื่เกี่ยวกับเรื่องบรรษัทภิบาล ซึ่งหากขยายความออกไปมากกว่านี้ ก็จะทำให้เรื่องที่จะเล่าสู่กันฟังง่าย ๆ กลายเป็นเรื่องยากขึ้นมาทันที

กลับมาเรื่องของค่าเงินแข็ง กับค่าเงินอ่อนกันดีกว่านะครับว่า อะไรที่เรืยกว่า ค่าเงินแข็ง และอะไรที่เรียกว่า ค่าเงินอ่อน

เมื่อปี 2540 ค่าเงินบาทของไทยเมื่อเทียบกับเงินดอล์ล่า สหรัฐ $ อยู่ที่ประมาณ 26 บาท : 1 $US แต่เมื่อถูกโจมตีจากค่าเงินบาทต่างชาติ เพราะเงินบาทในช่วงนั้นแข็งเกินไป อันเกิดจากสาเหตุหนึ่งก็คือ มีเงินตราต่างประเทศเข้ามามากในสถาบันการเงิน +++ ในขณะที่เศรษฐกิจและพื้นฐานทางการเงิน และสภาพแวดล้อมจากปัจจัยในการกู้เงิน และปล่อยสินเชื่อมีปัญหาด้านเสถียรภาพ และดุลยภาพในการจัดการในภาพโดยรวมครับ คงไม่ต้องกล่าวถึงเรื่อง นโยบาย Out – In และ In – Out +++ นะครับ เพราะจะทำให้เวียนหัวขึ้นไปอีก

สรุปในช่วงเวลานั้นประเทศไทยพ่ายแพ้ในการต่อสู้และรักษาค่าเงินบาท ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนในช่วงต่อมา จากเงินบาทแข็งที่ 26 บาท : 1 $US เป็นประมาณ 55 บาท : 1 $US ผลก็คือ สถาบันการเงินและผู้ที่เป็นหนี้เงินตราต่างประเทศในทุกกลุ่ม มีหนี้เพิ่มขึ้นทันที ไม่ต่ำกว่า 100% คือสมมุติว่า จากหนี้ 100 ล้านบาท กลายเป็นหนี้ มากกว่า 200 ล้านบาท เป็นต้น นั่นคือ จะต้องหาเงินบาทมามากขึ้นกว่าเท่าตัวที่จะต้องชำระหนี้ต่างประเทศในวงเงินเท่าเดิม

กล่าวในอีกนัยหนึ่ง หากเราต้องใช้ค่าเงินบาทมากขึ้นในการแลกเงิน 1 $US เราเรียกว่า เงินบาทอ่อน ที่ว่าอ่อนเพราะใช้เงินบาทมากขึ้นในการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งในที่นี้เทียบกับ $US เป็นหลัก และในกรณีตรงข้าม ถ้าเราต้องใช้เงินบาทในการแลกเปลี่ยนน้อยกว่า 55 บาท เพื่อแลกกับ 1 $US ก็ถือว่าเป็นเงินบาทแข็งขึ้น

จาก ปี 2540 มาจนถึงปัจจุบัน ค่าเงินบาทที่เปลี่ยนแปลงจากแข็งเป็นอ่อน คือ 26 บาท แลกได้ 1 $US และค่าเงินบาทเปลี่ยนแปลงจากอ่อนเป็นแข็ง เป็นประมาณ 31 บาท : 1 $US ในปัจจุบัน ก็ถือว่าเงินบาทแข็งขึ้นมากเกือบ 100% เช่นกัน เมื่อเทียบกับ ปี 2540

ผลที่ตามมาก็คือ คนที่เป็นหนี้เงินตราต่างประเทศที่ไม่ประกันค่าความเสี่ยงจากอัตราการแลกเปลี่ยนของเงินบาท ก็จะมีปัญหาเรื่องหนี้สินล้นพ้นตัว จนถึงขั้นล้มละลายในที่สุด ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นมากมายในปัจจุบัน+++

สำหรับผู้ที่ถือเงิน $US ในประเทศหรือต่างประเทศ สามารถแลกเงินบาทได้เพิ่มขึ้นมากเป็นตัวเท่าในช่วง ปี 2540 นั่นคือ 1$US ซึ่งเดิมแลกค่าได้ 26 บาท สามารถแลกเป็นเงินบาทได้มากกว่า 50 บาทเป็นต้น

แล้วท่านอยู่ในฐานะใด? ระหว่าง 2 สถานะล่ะครับ

ในช่วงปัจจุบันเงินบาทแข็งขึ้นมาก และมีโอกาสที่จะแข็งขึ้นต่อไปนั้น ข้อดีก็คือ เราสามารถสั่งซื้อสินค้า เช่น น้ำมัน จากต่างประเทศได้ในราคาถูก และตรงกันข้าม ถ้าค่าเงินบาทอ่อนตัว ค่าน้ำมันจะมีราคาแพงตามสัดส่วนเดียวกัน +++

เช่นเดียวกันนะครับที่จะกล่าวต่อไปว่า ผู้ส่งสินค้าออกได้รับผลกระทบกระเทือนจากเงินบาทแข็งค่า เพราะเงิน $US แลกเป็นเงินบาทได้น้อยลง +++

สำหรับผู้ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกและเพื่อขายภายในประเทศ ที่มีวัตถุดิบจากต่างประเทศก็มีมุมมองในการอธิบายผสมผสานกัน ระหว่างผลดีและผลเสียจากเงินบาทอ่อนค่า และแข็งค่า +++

สำหรับชาวนา ซึ่งใช้ผลผลิตภายในประเทศล้วน ๆ 100% อาจจะถูกกดราคาข้าว เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งตัว เพราะผู้ส่งออกจะได้รับเงินบาทจากการขายข้าวน้อยลง ซึ่งจะเกิดวงจรในลักษณะงูกินหางกันต่อ ๆ ไป+++

สรุป เงินบาทแข็ง หรือเงินบาทอ่อน จะดีหรือไม่ดี จะขึ้นกับว่าท่านอยู่ในสถานะใดของดุลยภาพทางการเงิน และการจัดการที่มีผลกระทบต่อค่าเงินบาท ดังนั้น การจัดการที่ดีไม่ว่าในฐานะ Regulators และ Operators ก็คือ ความสามารถในการบริหารความเสี่ยง การควบคุมเหตุการณ์ และสถานการณ์ที่อาจจะเกิดจากปัจจัยเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อเป้าประสงค์ ของแต่ละท่านและของแต่ละองค์กร รวมทั้งของประเทศในภาพโดยรวม ที่ต้องอาศัยความเข้าใจ และสร้างดุลยภาพที่ดี เพื่อให้สามารถยืนอยู่ได้ท่ามกลางความผันผวนของค่าเงินบาท

ผมตั้งใจจะพูดแบบชาวบ้านให้ฟังง่าย ๆ แต่ตอนสุดท้ายรู้สึกว่าไม่ง่ายดังที่ตั้งใจนะครับ ทั้งนี้เพราะคำว่า ดุลยภาพ ซึ่งแปลว่าความยั่งยืนในมุมมองของ การกำกับดูแลกิจการที่ดีและการบริหารความเสี่ยง และการควบคุม รวมทั้งการจัดการที่ดีนั้น มีปัจจัยมากหลายที่ใช้ในการอธิบาย และเป็นที่แน่นอนว่า หากท่านอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบ ท่านจะไม่ชอบเห็นเหตุการณ์ที่เงินบาทแข็งตัว ในกรณีที่ท่านเป็นผู้ส่งสินค้าออกที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก

หากท่านเป็นหนี้เงินตราต่างประเทศ จากการที่กู้มาเงินช่วงเงินบาทอ่อนตัว และท่านสามารถชำระหนี้ได้ในช่วงเงินบาทแข็งตัว เช่นช่วงเวลานี้ ท่านก็จะได้เปรียบ และมีประโยชน์จากการที่เงินบาทแข็งตัวนั้น+++

ขอให้ท่านผู้อ่านเปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีสภาพแวดล้อม และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเงินที่แตกต่างจากไทยเรา ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ที่ต้องการผลักดันและขับเคลื่อนประเทศของตนให้มีค่าเงินที่แข็งขึ้น เพราะเงินเฟ้อมีอัตราที่สูง และจะมีผลกระทบต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาตนั่นเอง +++

สำหรับประเทศไทย เราจะเดินไปทิศทางไหนดีล่ะครับ ระหว่างค่าเงินบาทแข็งตัว หรือค่าเงินบาทอ่อนตัว ในมุมมองของทางการที่ต้องต่อสู้เพื่อรักษาค่าเงินบาทในช่วงเวลานั้น และต้องเจ็บตัว และมีปัญหามากมายตามมาจากค่าเงินบาทแข็งเป็นค่าเงินบาทอ่อน และกำลังจะกลับมีปัญหาใหม่ จากค่าเงินบาทอ่อนเป็นค่าเงินบาทแข็งอีกหรือครับ

ผมขอจบเพียงเท่านี้ดีกว่า เพราะยิ่งพูดชักดูไม่ง่ายแล้วครับ

 

ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ และความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการจัดการ ด้าน IT บางมุมมอง

การจัดการ การควบคุม เกี่ยวกับความเสี่ยงจากเหตุการณ์และ/หรือการกระทำ ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ ที่เกิดจากการประเมิน หรือคาดคะเนเหตุการณ์ หรือปัจจัยเสี่ยงผิดพลาด หรือระบุความเสี่ยงไม่ตรงกับต้นเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยง และปัจจัยที่เกิดจาก Operatinal Risk [P+P+T] ที่เกี่ยวข้องกับ P-People, P-Process, T-Technology ที่เกือบทุกองค์กรมีจุดอ่อน หรือปัญหาด้านนี้สูงสุด แม้กระทั่งในต่างประเทศก็มีปัญหานี้มากเช่นกันนั้น

ความเข้าใจในกระบวนการบริหารความเสี่ยงจึงสำคัญมาก โดยเฉพาะเรื่องการกำหนด Risk appetite และ Risk Tolerlance ทั้งด้าน Non-IT และ IT โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Risk IT และ IT Risk ที่มีผลกระทบต่อ Operational Risk ที่องค์กรของรัฐยังมีปัญหาด้านนี้เนื่องจาก COSO-ERM ไม่ได้กล่าวถึงมากนัก และกฎเกณฑ์การประเมินผล ก็ยังไม่มีแนวทางนี้อย่างชัดเจน และเพียงพอกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เพิ่มขึ้นในทุกระดับของการจัดการ

วันนี้ ผมจึงนำเรื่องนี้ที่เกี่ยวข้องกับ IT Risk ที่ยังไม่เกี่ยวข้องกับเทคนิค มายกตัวอย่างให้ท่านผู้อ่านและผู้ปฎิบัติงาน ได้เห็นภาพบางมุมมอง ที่อาจปิดจุดอ่อนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงบางประการ เพื่อสร้างความเข้าใจให้มากยิ่งขึ้น ดังนี้ครับ

ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ และ/หรือการกระทำ
1. การวิเคราะห์และประเมินผลได้และเสียที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายนอก ทั้งทางด้านเทคโนโลยี นวัตกรรมต่าง ๆ ของบุคลากร การควบคุม การตรวจสอบ การบริหารความเสี่ยงที่ไม่เหมาะสม และไม่อาจตอบสนองความต้องการ หรือกลยุทธ์และเป้าหมายที่เปลี่ยนแปลงไปได้ทันเวลา++

2. ผู้บริหารระดับอาวุโสละเลยความรับผิดชอบ และการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบงาน โดยอ้างเหตุผลว่า เป็นเรื่องทางเทคนิคเกินกว่าจะทำความเข้าใจได้ และมิได้มอบหมายให้มีกระบวนการพัฒนางานอย่างเป็นระบบ ที่ต้องมีการประเมิน Risk IT และ IT Risk ทุกกิจกรรมในทุกขั้นขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง++

3. ผู้วิเคราะห์ระบบงานไม่เข้าใจระบบงาน และความต้องการของผู้ใช้ข้อมูลดีพอ รวมทั้งการใช้เทคนิคทางการประมวลผลข้อมูลที่ไม่เหมาะสม ซึ่งจะส่งผลให้คู่มือการปฏิบัติงาน และโปรแกรมงานขาดสาระที่สำคัญไป หรือเกินความเป็นจริง++

4. การออกแบบระบบงานผิดพลาด ทั้ง ๆ ที่มีรายละเอียดความต้องการของผู้ใช้ข้อมูล และด้านเทคนิคครบถ้วน สาเหตุประการหนึ่งเนื่องมาจาก การใช้วิจารณญาณที่ต่างกันของผู้ออกแบบระบบงานแต่ละคน++

5. พนักงานที่มีส่วนในการออกแบบระบบงานไม่มีความสามารถ หรือในกรณีที่ซื้อโปรแกรมสำเร็จรูปมาใช้งาน ก็ได้มีการแก้ไขและดัดแปลงโปรแกรมหลักให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงานแบบเดิม ๆ ที่ผู้ใช้เคยชิน โดยไม่คำนึงผลกระทบที่จะตามมา++

6. ผู้วิเคราะห์ระบบงานและผู้เขียนโปรแกรม ออกแบบระบบงานและโปรแกรมตามความพอใจของตนเอง โดยไม่คำนึงถึงผู้ใช้ข้อมูล ซึ่งเป็นเจ้าของระบบงาน หรือคิดว่าตนเองเข้าใจความต้องการดีกว่าผู้ใช้ข้อมูลเอง จนบางครั้งออกแบบระบบงานที่ยากเกินความสามารถของผู้ใช้ข้อมูล หรือในกรณีองค์กรซื้อโปรแกรมสำเร็จรูปมาใช้งาน แต่ผู้ใช้ไม่เข้าใจฟังก์ชัน (Function) หรือหน้าที่การทำงานของโปรแกรม จึงมีความพยายามในการแก้ไขและดัดแปลงระบบงานใหม่++

7. ขาดการสื่อสารและการทำความเข้าใจระหว่างฝ่ายพัฒนาระบบงาน ฝ่ายผู้ใช้ และฝ่ายผู้บริหารระดับสูงที่ดีเพียงพอ++

8. ไม่ได้วางหลักเกณฑ์ไว้ว่า เมื่อใดจึงควรจะหยุดการพัฒนาระบบนั้นได้แล้ว เช่น หากมีการใช้งบประมาณเกิน 10% จะต้องหยุดหรือมีกฎหมายใหม่ ๆ เกิดขึ้น เนื่องจากจะมีผลทำให้ได้รับผลประโยชน์ไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายที่เสียไป++

9. การที่ระบบงานมีจุดอ่อนให้พนักงานผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบงาน บางคนพยายามสร้างวิธีการคดโกง หรือทำลายระบบงานนั้นระหว่างการพัฒนาระบบงาน เช่น ผู้เขียนโปรแกรมอาจเขียนบางส่วนของโปรแกรม ให้สามารถล่วงล้ำการควบคุมของโปรแกรมระบบงานอื่น เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น โดยวิธีนี้ผู้เขียนโปรแกรมไม่จำเป็นต้องเข้าไปในศูนย์คอมพิวเตอร์ ก็สามารถกระทำการทุจริต หรือทำความเสียหายให้กับองค์กรได้ ++

10. ระบบงานซึ่งไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขทางด้านเทคนิค หรือทางด้านค่าใช้จ่ายให้เหมาะสมกับความต้องการขององค์กรที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเท่ากับเป็นการบีบบังคับ หรือกดให้องค์กรอยู่ในสภาพเช่นนั้นตลอด ไม่สามารถปรับตัวให้ทันต่อสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

11. แนวความคิดและความเข้าใจของพนักงานผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบงานแต่ละคน แตกต่างกัน ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ไม่บรรลุเป้าหมายโดยรวมขององค์กร++

12. ไม่เข้าใจในภาพรวมถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งการไม่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของผลกระทบต่าง ๆ จากการเปลี่ยนแปลงไว้ด้วยกันทั่วทั้งองค์กร++

ตัวอย่างบางประการที่กล่าวข้างต้นเป็นสิ่งที่อาจป้องกันได้ ทั้งโดยการกำกับงานของ Regulators และ ในการปฎิบัติงานของผู้บริหารของแต่ละองค์กร ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

1. สูญเสียค่าใช้จ่ายเกินความจำเป็น เนื่องจากการพัฒนาระบบงานไม่คุ้มค่า (Unjustified Systems) และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการแข่งขันในทางธุรกิจ อันเนื่องมาจากการพัฒนาระบบงาน ที่มิได้สนองตอบความต้องการขององค์กรที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง หรือเนื่องจากผู้ใช้ข้อมูลไม่สามารถปฏิบัติงานตามที่ออกแบบไว้ได้ ทำให้ระบบงานนั้นถูกละเลยโดยสิ้นเชิง หรือทำให้การประกอบธุรกิจขององค์กรชะงักงันได้ รวมถึงกรณีการพัฒนาระบบงานขึ้นใหม่ทั้งหมด แทนที่จะเปลี่ยนแปลงเพียงบางส่วน ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น++

2. นอกจากจะสูญเสียค่าใช้จ่ายและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางด้านการแข่งขันแล้ว ยังทำให้ฝ่ายบริหารขององค์กรตัดสินใจผิดพลาดด้วย เนื่องจากระบบที่ไม่เอื้ออำนวยให้มี “สารสนเทศ” ที่เหมาะสม เพื่อการบริหารและการจัดการที่ดี ++

3. การบันทึกข้อมูลทางบัญชีผิดพลาดจากตรรกะ (Logic) หรือใช้ระบบบัญชีไม่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ทำให้ผู้บริหารตัดสินใจผิดพลาด หรือเสียค่าใช้จ่ายเกินความจำเป็น โดยเฉพาะการยกระดับ (Upgrade) ระบบงานหลักในภายหลัง โดยบริษัทผู้พัฒนาโปรแกรมไม่อาจดำเนินการได้ตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น หากมีการแก้ไขและดัดแปลงโปรแกรมหลัก ๆ ++

4. สำหรับความเสียหายที่เกิดจากการแก้ไขและ/หรือดัดแปลงนั้น ก็อาจเกิด “จุดอ่อน” ตามมาได้มากมาย และเกินกว่าที่ผู้บริหารและผู้ใช้จะคาดคะเนได้++

5. ระบบงานที่ได้ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการขององค์กรได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ซึ่งมีผลทำให้เกิด – การตัดสินใจผิดพลาด – ผลตอบแทนการพัฒนาระบบงานใหม่ไม่คุ้มค่า – เสียประโยชน์จากการแข่งขัน – การประมวลผลข้อมูลหยุดชะงัก – มีค่าใช้จ่ายมากเกินไป – การทุจริต – การประมวลผลผิดพลาด – การบันทึกรายการบัญชีไม่ถูกต้อง

6. การบันทึกข้อมูลทางบัญชีผิดพลาดก่อให้เกิดการทุจริต หรือทรัพย์สินสูญหายหรือถูกทำลาย และอาจมีความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ++

7. เกิดปัญหาซ้ำซาก ทำให้องค์กรตกอยู่ในวังวนของปัญหาต่าง ๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น++

8. การไม่เข้าใจผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศในภาพโดยรวม อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่าง ๆ ได้ในลักษณะลูกโซ่ของปัญหา++

ตามที่ได้สรุปมาในข้อต้น ๆ ได้ทั้งหมด จนถึงขั้นวิกฎติก็เป็นไปได้++ การจัดการ/การควบคุมบางประการ

1. กำหนดประเภทของกิจกรรม และเป้าหมายหลักในการพัฒนาระบบงานให้เป็นมาตรฐาน ทันกับเหตุการณ์ในลักษณะเชิงรุก ที่ผู้เกี่ยวข้องควรเข้าใจกระบวนการบริหารความเสี่ยง การควบคุม และการตรวจสอบ ทางด้าน IT และ Non-IT รวมทั้งการบูรณาการอย่างเหมาะสม++

2. ให้ผู้บริหารระดับสูงและผู้ใช้ข้อมูล ทบทวนและประเมินผลงานทุกขั้นตอนของการพัฒนาระบบงาน เมื่อพบว่ามีข้อที่ไม่สมเหตุสมผลอย่างร้ายแรงในขั้นตอนใด ให้สั่งหยุดการพัฒนาขั้นตอนถัดไปทันที จนกว่าจะแก้ไขแล้ว หรือ

3. ผู้บริหารระดับสูงอาจมอบหมายให้ผู้ตรวจสอบภายในขององค์กร เป็นผู้ทำหน้าที่ทบทวนและประเมินผลขั้นตอนของการพัฒนาระบบงานทุกระบบ โดยเฉพาะความเหมาะสมของการควบคุมภายในของระบบงาน การตรวจสอบและการแก้ไขอัตโนมัติโดยระบบ (Automated Solutions) อย่างเหมาะสมและทันเวลา ++

4. กำหนดประเภทของกิจกรรม และเป้าหมายหลัก ในการพัฒนาระบบงานให้เป็นมาตรฐาน จากผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในระบบงาน ++

5. การจ้างบุคคลที่ได้รับการอบรมและฝึกฝนทางด้านวิเคราะห์ระบบงานโดยเฉพาะ หรือส่งพนักงานเข้ารับการอบรม และฝึกฝนด้านเทคนิคเพิ่มเติมอยู่เสมอ

6. ให้จัดทำเอกสารประกอบการวิเคราะห์ทุกขั้นตอน ดังนี้
- รายงานการศึกษาวิเคราะห์ระบบงาน
- รายงานความต้องการของผู้ใช้ที่มีต่อระบบงาน
- รายงานเกี่ยวกับเทคนิคต่าง ๆ ที่จะใช้ในระบบงาน

7. ให้ผู้ใช้ข้อมูลเป็นผู้ทดสอบความถูกต้องของระบบงานที่เรียกว่า การรับรองระบบงาน (Acceptance Test) หรือมอบหมายให้ผู้ตรวจสอบภายในทำหน้าที่ทดสอบระบบ++

8. ให้ผู้ออกแบบระบบงานจัดทำเอกสารประกอบการใช้งานระบบโดยละเอียด

9. การว่าจ้างบุคคลที่มีความสามารถเฉพาะ หรือส่งพนักงานขององค์กรไปเข้ารับการอบรม และฝึกฝนทางด้านเทคนิคเพิ่มเติมอยู่เสมอ ++

10. มอบหมายให้ผู้ควบคุมระบบงานด้านการวิเคราะห์ และการเขียนโปรแกรมทบทวนผลลัพธ์ของการดำเนินงาน พัฒนาระบบทุกขั้นตอน ก่อนส่งให้ฝ่ายบริหารและผู้ใช้ข้อมูลให้ความเห็นชอบ ++

11. การกำหนดให้ฝ่ายพัฒนาระบบงาน/หัวหน้าโครงการพัฒนาระบบงาน (Project Leader) จัดทำแผนในการพัฒนาระบบงานและตารางการปฏิบัติงานแต่ละโครงการ (Project Planning) พร้อมทั้งมอบหมายงานให้พนักงานที่อยู่ในความรับผิดชอบ ทำการประเมินผลงานตามที่ปรากฎในแผน และจัดรายงานความก้าวหน้าของโครงการ เพื่อเสนอต่อฝ่ายผู้ใช้และฝ่ายบริหารระดับสูงเป็นระยะ ๆ ++

12. มอบหมายให้ผู้ควบคุมงานทบทวนผลลัพธ์ที่ได้จากงานทุกขั้นตอน++

13. มอบหมายให้ผู้ตรวจสอบภายใน หรือผู้ออกแบบระบบงานทบทวนระบบงานนั้นอีกครั้ง หลักจากที่ได้นำระบบไปใช้กับงานจริงแล้วประมาณ 3 – 6 เดือน เพื่อค้นหาข้อผิดพลาดที่ยังมีอยู่ ++แต่ก็มีประเด็นที่พึงพิจารณาและควรระวังหลายประการ เช่น มาตรฐานและศักยภาพของผู้ตรวจสอบ และความอิสระ++

14. ให้ฝ่ายพัฒนาระบบงานจัดทำเอกสารประกอบการปฏิบัติงานทุกขั้นตอนให้เรียบร้อย โดยละเอียด เพื่อส่งให้ฝ่ายผู้ใช้ข้อมูลและฝ่ายบริหารระดับสูงทบทวนได้ทุกขณะเมื่อมี ปัญหาเกิดขึ้น ++

15. ให้ฝ่ายพัฒนาระบบงานจัดทำแผนงานและเป้าหมายของงานแต่ละขั้นตอน ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานแก่พนักงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ
- ขั้นตอนการวางแผนระบบ
- ขั้นตอนการพัฒนาระบบ
- ขั้นตอนการติดตั้งในงานระบบ

ความเห็นและข้อแนะนำดังกล่าว น่าจะมีปัญหาในทางปฎิบัติ หรือมาตรฐานการปฎิบัติงาน++
ท่านลองพิจารณาดูนะครับว่าข้อใดที่เหมาะสม ข้อใดที่น่าจะไม่เหมาะสมเพราะขัดกับหลักการและมาตรฐานการปฎิบัติงาน และ

ในองค์กรที่ท่านบริหารอยู่มีข้อใดที่แสดงถึงความไม่รับผิดชอบของผู้ที่ เกี่ยวข้อง..?
วันนี้จึงจบลงด้วยแง่คิด ที่ต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทำในแง่มุมของการบริการความเสี่ยงต่อไป

 

เทคโนโลยีการบัญชี เครื่องมือทางการเงินกับการพัฒนา และกรณีศึกษา บ.เลห์แมน บราเธอร์ส (ต่อ)

สวัสดีครับทุกท่าน อาจจะทิ้งช่วงนานไปหน่อยสำหรับท่านที่สนใจติดตามกรณีศึกษาของ บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่แถวหน้าในสหรัฐอเมริกา ที่ต้องล้มละลาย เนื่องจากใช้เทคโนโลยีทางบัญชีเพื่อบิดเบือนข้อมูลทางการเงิน ส่งผลให้บริษัทต้องล้มละลาย ซึ่งกรณีศึกษานี้มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ ผมเลยต้องนำเสนอเป็นหลาย ๆ ตอนไป ทำให้การเล่าเรื่องขาดอรรถรสและความต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม ท่านผู้สนใจสามารถติดตามเรื่องราวที่ได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้ได้เสมอ อย่างน้อยเพื่อเป็นการทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ การใช้ดุลยพินิจ การวิเคราะห์ความเสี่ยง จาก Risk IT และ IT Risk ที่มีผลต่อ Business Risk ที่ผู้บริหารทุกระดับ และผู้ปฏิบัติควรเข้าใจและตระหนักถึง

และผมจะพยายามนำเสนอให้ตอนนี้เป็นตอนจบสำหรับกรณีศึกษาของ เลห์แมนฯ นี้นะครับ เราไปพิจารณาถึงเอกสารรายงานของวาลูกัสต่อว่า กลวิธีทางบัญชีแบบนี้ผิดหรือไม่ คงจะมีการหาข้อสรุปได้ในไม่ช้า แต่ เรโป 105 กำลังเป็นบ่วงกรรมที่อาจตามหลอกหลอนอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูง เนื่องจากนายวาลูกัสได้แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมไว้ในรายงานด้วยว่า “แม้กรรมการบริหารบางคนของ เลห์แมนฯ ในช่วงที่ประสบภาวะล้มละลาย ไม่จำเป็นต้องร่วมรับผิดชอบ แต่ผู้บริหารระดับสูงอาจต้องมีส่วนรับผิดชอบ”

นายวาลูกัส ได้ระบุชื่อของ ดิ๊ก ฟุลด์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รวมทั้ง คริส โอเมียรา เอียน โลวิตต์ และ อิริน คัลแลน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของบริษัท อาจเผชิญกับการฟ้องร้องฐานประมาทเลินเล่อ หรือกระทำผิดหน้าที่ แม้แต่ เอิร์นสต์ แอนด์ยัง ซึ่งรับผิดชอบตรวจสอบบัญชีให้กับ เลห์แมน บราเธอร์ส ก็อาจพลอยติดร่างแหไปด้วย เพราะวาลูกัสระบุในรายงานเอกสารด้วยว่า หลักฐานที่ปรากฏสนับสนุนการฟ้องร้อง เอิร์นสต์ แอนด์ยัง ในข้อกล่าวหาการละเมิดทางวิชาชีพ เนื่องจากบริษัทเพิกเฉย หรือไม่ดำเนินการใด ๆ ที่จะตั้งคำถามหรือพยายามตรวจสอบพฤติกรรมการไม่เปิดเผยข้อมูลของ เลห์แมนฯ จากการใช้ธุรกรรมนอกงบดุลบัญชีชั่วคราว ที่มีวงเงินสูงถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์

ความน่าสนใจประเด็นต่อมาคือ วาลูกัสและทีมงาน ไม่ใช่คนกลุ่มแรกที่เข้าไปตรวจสอบเอกสารใน เลห์แมน บราเธอร์ส

ในคอลัมน์ Dealbook ของนิวยอร์ก ไทมส์ ระบุว่า เมื่อเกือบ 2 ปีก่อน มีคณะตรวจสอบ ที่มาจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ และธนาคารกลางสหรัฐ ประจำนิวยอร์ก ได้เข้าไปในสำนักงานใหญ่ของ เลห์แมน บราเธอร์ส อย่างเงียบ ๆ โดยมีการจัดเตรียมโต๊ะทำงาน โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ ช่องทางในการเข้าถึงสถิติตัวเลข และรายงานทางบัญชีทั้งหมดของ เลห์แมนฯ

ทีมงานชุดนี้ได้รับมอบหมายจาก ทิโมธี ไกธเนอร์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ประจำนิวยอร์ก และคริสโตเฟอร์ ค็อกซ์ ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ ในช่วงเวลานั้น ให้ติดตาม เลห์แมน บราเธอร์ส อย่างใกล้ชิด หลังจากที่ แบร์ สเติร์นส์ อยู่ในภาวะใกล้ล้มละลาย

ในช่วงเวลานั้น หน่วยงานทั้งสองไม่ได้ส่งแค่ทีมเดียวไปที่ เลห์แมน บราเธอร์ส แต่ทีมงานคล้าย ๆ กันได้เข้าไปติดตามอย่างใกล้ชิดในสำนักงานของ โกลด์แมน แชกส์ มอร์แกน สแตนเลย์ เมอร์ริล ลินช์ และสถาบันการเงินอื่น ๆ ด้วย

ทีมงานจากหน่วยงานทั้งสองได้เข้าตรวจสอบเอกสารทางบัญชี มีการสอบปากคำผู้บริหารระดับสูง เกี่ยวกับการตัดสินใจต่าง ๆ รวมทั้งยังได้ตรวจทานรายงานผลประกอบการรายไตรมาสก่อนเผยแพร่ด้วย แต่ที่น่าสนใจว่า ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ เลห์แมน บราเธอร์ส เพิ่งมาปรากฏในอีกเกือบ 2 ปีต่อมา โดยผู้ตรวจสอบอิสระที่ได้รับมอบหมายจากศาลล้มละลาย

ในช่วงเวลาที่ทีมงานของหน่วยงานทางการเงินทั้งสองเข้าไปตรวจสอบ จริง ๆ แล้ว เป็นช่วงที่ได้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินสดก้อนมหึมาเข้า ๆ ออก ๆ เช่น ในไตรมาส 4 ของปี 2550 เลห์แมนฯ ใช้ธุรกรรม เรโป 105 ลดงบดุลบัญชีสุทธิในช่วงสิ้นไตรมาส ประมาณ 3.86 หมื่นล้านดอลลาร์ อีก 4.91 หมื่นล้านดอลลาร์ ในไตรมาสแรกของปี 2551 และ 5.038 หมื่นล้านดอลลาร์ ในไตรมาส 2 ของปีเดียวกัน การเคลื่อนย้ายจำนวนเงินก้อนใหญ่เหล่านี้ กลับมีปรากฏอยู่ในรายงานของวาลูกัสเท่านั้น

คุณูปการของการเปิดโปงพฤติกรรมการใช้ธุรกรรม เรโป 105 ของเลห์แมนฯ คือการสะท้อนให้เห็นว่า การอาศัยช่องโหว่ทางบัญชี เพื่อสร้างภาพลวงตาทางตัวเลข ไม่เคยสาญสูญไปจากโลกนี้

สาระสำคัญในรายงานของวาลูกัส เป็นเพียงบทเรียนล่าสุดที่ชวนให้นึกย้อนกลับไปถึงพฤติกรรม “คาบลูกคาบดอก” ของการทำบัญชีในหลาย ๆ กรณี ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในระบบทุนนิยมโลก

อย่างกรณีการตบแต่งบัญชีของ เอนร็อน ก่อนที่ยักษ์ใหญ่วงการพลังงานจะเดินสู่ภาวะล้มละลาย และสร้างความเสียหายให้กับผู้ถือหุ้นกว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์ จากการจัดตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจหลายบริษัทขึ้นมา เพื่ออำพรางหนี้สินให้พ้นไปจากบริษัท หรือ อีกกรณีที่น่าสนใจ คือการทำธุรกรรม เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกรีก ในเดือนเมษายน ปี 2545 ที่รัฐบาลกรีกนำพันธบัตรออกขายระดมทุน 3.5 พันล้านดอลลาร์ กำหนดไถ่ถอนวันที่ 22 ตุลาคม 2565 ที่อัตราผลตอบแทน 5.90% ซึ่งในช่วงเวลานั้น มีสถาบันการเงินต่างชาติเข้าไปรับประกันการจำหน่ายหลายราย รวมถึง โกล์ดแมน แซกส์ มอร์แกน สแตนเลย์ และ คอยช์แบงก์

กระทั่งมีการเปิดโปงในเวลาต่อมาว่า โกลด์แมน แซกส์ ได้ใช้กลวิธีในการทำข้อตกลงสวอป โดยเริ่มต้นด้วยข้อตกลงสวอปอัตราแลกเปลี่ยนข้ามสกุลเงิน (Croos – Currency Swop) ออกโดยกรีซ มีทั้งสกุลเงินดอลลาร์ และเยน วงเงินรวมกัน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ จากนั้นจึงนำมาสวอปเป็นเงินยูโร ซึ่คำนวณโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนในอดีต ถือเป็นกลไกสำคัญที่มาช่วยทำให้หนี้ดูเหมือนลดลง และกรีซได้เงินทุนมาประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์

บ่วงกรรมของการใช้นิติกรรมอำพราง กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพของเศรษฐกิจกรีซอย่างรุนแรงอยู่ในขณะนี้ โดยที่ไม่มีใครรู้ชะตากรรมว่า ประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรปรายนี้ จะแปรสภาพเป็นชนวนก่อวิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งใหม่หรือไม่ หรือจะมีอัศวินม้าขาวมาปลดชนวนได้ทัน

จากกรณีศึกษาข้อมูลเบื้องต้น ท่านผู้อ่านพอจะวิเคราะห์ได้นะครับว่า ผลกระทบของเทคโนโลยี และจุดอ่อนที่เกิดจากการบริหารและการจัดการสารสนเทศ (Information Management) สามารถบิดเบือนข้อมูล รวมทั้งสร้างฐานะของบริษัท ให้แตกต่างไปจากความเป็นจริงได้อย่างมากมาย มีผลกระทบในทุกมุมมอง และในทุกระดับของการบริหารและการจัดการของทุกองค์กรทั่วโลกในปัจจุบัน

ท่านพร้อมหรือยังครับ กับการพัฒนาตนเองและผู้บริหารที่เกี่ยวข้องในองค์กรของท่านเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการ Accountability หรือ การแสดงความรับผิดและรับชอบตามหน้าที่ ๆ ได้รับมอบหมายตามผลงานที่เกิดขึ้น แม้จะไม่ได้ลงมือปฎิบัติด้วยตนเองก็ตาม ทั้งนี้เพื่อแสดงว่าได้ก้าวตามให้ทันเทคโนโลยีสารสนเทศ กับการบริหารความเสี่ยงเพื่อการจัดการที่ดี เพราะในบางองค์กรของไทย ขณะนี้ก็ยังมีปัญหาการบริหารและการจัดการกับกระบวนการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่สร้างปัญหาและความคลางแคลงใจ ในความน่าเชื่อถือได้ของข้อมูลทางการเงิน ให้กับผู้กำกับและผู้มีผลประโยชน์ร่วม

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในองค์กรที่มีการจัดโครงสร้างขององค์กรไม่เหมาะสม เช่น จัดให้มีผู้บริหารควบคุมระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบบัญชี ระบบการเงิน อยู่ภายใต้บุคคลคนเดียวกัน ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่จะก่อให้เกิดปัญหาการบิดเบือนข้อมูล การตบแต่งบัญชีทางเงิน และการทุจริต ที่จะมีผลกระทบต่อความสามารถในการควบคุมภายใน การบริหารความเสี่ยง การตรวจสอบ ที่มีผลต่อความเชื่อมั่นของผู้มีผลประโยชน์ร่วมเป็นอย่างมาก

 

เทคโนโลยีการบัญชี เครื่องมือทางการเงินกับการพัฒนา และกรณีศึกษา บ.เลห์แมน บราเธอร์ส (ต่อ)

ในครั้งก่อนผมได้เล่าถึงกรณีศึกษาของ บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส อดีตวาณิชธนกิจแถวหน้าของสหรัฐอเมริกา ที่ต้องล้มละลาย แต่ใช้เครื่องมือทางการบัญชี และวิธีการทางบัญชีตบแต่งข้อมูลทางการเงิน เพื่อบิดเบือนข้อมูลจากความเป็นจริง จนในภายหลังตรวจพบและได้สร้างความเสียหายให้กับระบบการเงินโลกเป็นอันมาก ซึ่งกรณีศึกษานี้เป็นตัวอย่างได้เป็นอย่างดีสำหรับคณะกรรมการ ผู้บริหาร ผู้ตรวจสอบ และผู้กำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเงินต่าง ๆ ถึงความสำคัญของการศึกษาเทคโนโลยีทางการบัญชี ทางการเงิน ทางการบริหาร การควบคุมและการตรวจสอบ

แต่เนื่องจากครั้งที่แล้วผมยังเล่าไม่จบ ซึ่งกรณีศึกษาของ เลห์แมนฯ นี้มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ และเป็นที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ผมจึงขอเล่าถึงเอกสารรายงานของวาลูกันที่อ้างอิง อีเมล์ที่เป็นหลักฐานในการตรวจสอบต่อนะครับ ในเอกสารรายงานของวาลูกันอ้างอิง อีเมล์ที่เป็นหลักฐานในการตรวสอบระบุถึง เรโป 105 ว่า ถูกใช้เพื่อการตบแต่งบัญชีสิ้นงวด (Window Dressing) ซึ่งถือเป็นกลวิธีทางบัญชีอย่างหนึ่ง ที่นิยมใช้ในหมู่กองทุน หรือบริษัทต่าง ๆ เพื่อทำให้ตัวเลขทางบัญชีดูดีขึ้นมา ด้วยมูลค่าหุ้นที่กองทุนหรือบริษัทนั้น ๆ ถืออยู่

การโต้ตอบทางอีเมล็ มีส่วนอย่างมากที่ทำให้เส้นทางการใช้ธุรกรรม “เรโป 105” ในหน่วยงานบางแห่งของ เลห์แมน บราเธอร์ส ในช่วยสิ้นไตรมาส เพื่อทำให้ตัวเลขบัญชีเป็นไปตามเป้าหมาย อาทิ ข้อความหนึ่ง ซึ่งถูกหยิบมาอ้างอิง คือ “เราอยู่ในสถานการณ์ที่หมดหวัง และผมต้องการจากคุณอีก 2 พันล้านดอลลาร์ ทั้งที่ผ่านการขายขาด และเรโป 105 ค่าใช้จ่ายไม่เป็นปัญหา เราจำเป็นต้องทำ” นี่เป็นอีเมล์ที่หัวหน้ากลุ่มตลาดสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง ภายในแผนกสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนคงที่ของ เลห์แมน เขียนไว้สั้น ๆ ก่อนสิ้นไตรมาสแรกของปี 2551

เลห์แมน บราเธอร์ส ได้รายงานฐานะการเงินของบริษัทในช่วงไตรมาสนั้นว่า มีสัดส่วนการก่อหนี้สุทธิอยู่ที่ 15.4 แต่วาลูกัสคำนวณว่า หากไม่มีการใช้ธุรกรรม เรโป 105 สัดส่วนการก่อหนี้สุทธิของ เลห์แมน บราเธอร์ส จะเพิ่มเป็น 17.3

อย่างไรก็ตาม เมื่อรอบระยะบัญชีใหม่เริ่มขึ้น และธุรกรรม เรโป 105 ที่เลห์แมน บราเธอร์ส มีภาระผูกพันอยู่ครบกำหนดซื้อคืน เลห์แมน บราเธอร์ส ต้องกู้ยืมเงินมา เพื่อซื้อคืนสินทรัพย์ดังกล่าว ส่งผลให้สัดส่วนการก่อหนี้ของบริษัทเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

เงื่อนปมสำคัญในข้อตกลง เรโป 105 ที่วาลูกัสตั้งข้อสังเกตเอาไว้ในรายงาน คือ เลห์แมน บราเธอร์ส ทำอย่างไรให้ธุรกรรมนี้ผ่านอุปสรรคสุดท้าย และสามารถลงบัญชีในรายการ “ขาย” ได้ เนื่องจากการทำบัญชีในลักษณะนี้ต้องขอความเห็นทางกฎหมายรับรองว่า เป็นข้อตกลงที่เกิดการขายจริง

รายงานของวาลูกัสชี้ว่า ปัญหาในขณะนั้น คือ เลห์แมน บราเธอร์ส ไม่สามารถขอความเห็นรับรองทางกฎหมายว่าเป็นการขายจริง จากนักกฎหมายในสหรัฐ (ขอให้ท่านโปรดใช้ดุลยพินิจ)

ดังนั้น ทุกข้อตกลง เรโป 105 ของเลห์แมนฯ ยังต้องอาศัยการดำเนิการผ่านหน่วยงานในลอนดอนของบริษัท ซึ่งที่นั่น เลห์แมน บราเธอร์ส สามารถขอความเห็นทางกฎหมายรับรองว่าเป็นการขายจริง จากบริษัทกฎหมาย “ลิงก์เลเตอร์ส” ภายใต้กฎหมายอังกฤษ (ขอให้ท่านโปรดใช้ดุลยพินิจ)

เมื่อมีชื่อถูกพาดพิง ลิงก์เลเตอร์ส ได้ทำเอกสารแถลงชี้แจงว่า รายงานของนายวาลูกัสไม่ได้สรุปว่า ความเห็นทางกฎหมายที่ให้ภายใต้กฎหมายอังกฤษเป็นสิ่งผิด หรือไม่เหมาะสม (ขอให้ท่านโปรดใช้ดุลยพินิจ ท่านผู้อ่านคิดอย่างไรครับเมื่อถึงตอนนี้ทั้งใน แง่มุมทางบัญชี แง่มุมทางกฎหมาย การบริหารความเสี่ยง การควบคุมภายใน การตรวจสอบ++)

อีกข้อสังเกตหนึ่งในกรณีการใช้ธุรกรรม เรโป 105 คือ เป็นธุรกรรมที่เกิดนอกสหรัฐ ด้วยเหตุนี้ คู่สัญญาในข้อตกลงจึงไม่มีสถาบันการเงินในสหรัฐเกี่ยวข้องเลย โดยในบรรดาคู่สัญญาของธุรกรรม เรโป ทั้ง 7 ราย มี คอยช์แบงก์ ของเยอรมณี บาร์เคลย์ส ของอังกฤษ และ มิตซูบิชิ ยูเอสเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป ของญี่ปุ่น รวมอยู่ด้วย

นายวาลูกัส ได้สรุปเอกสารรายงานตรวจสอบของเขาว่า หากพิจารณาจากพฤติกรรมดังกล่าว เท่ากับว่า เลห์แมน บราเธอร์ส อาจอยู่ในภาวะไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ตั้งแต่ 2 กันยายน 2551 เกือบ 2 อาทิตย์ ก่อนที่จะมีการยื่นล้มละลายอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 15 กันยายน ซึ่งครั้งนั้นได้สร้างความปั่นป่วนให้กับระบบการเงินโลก และเป็นแรงบวกทุบตลาดหุ้นดิ่งถล่มทลายไปทั่วทุกภูมิภาค

คงต้องขออภัยท่านผู้อ่านที่กำลังเพลิดเพลินไปกับการศึกษาเรื่องราวและใช้ดุลยพินิจ กรณีศึกษาของ บริษัท เลห์แมนนี้ เพราะรายละเอียดค่อนข้างเยอะเหลือเกิน ทำให้ผมคงต้องยกไปเล่าต่อในครั้งหน้า โปรดอย่าลืมติดตามต่อนะครับ

 

เทคโนโลยีการบัญชี เครื่องมือทางการเงินกับการพัฒนา และกรณีศึกษา บ.เลห์แมน บราเธอร์ส (ต่อ)

ต่อไปนี้คือตัวอย่าง และการไขปริศนาว่า ทำไม บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส ต้องล้มละลาย เพื่อใช้เป็น Lesson – Learned หรือกรณีศึกษาที่ดีสำหรับคณะกรรมการ ผู้บริหาร ผู้ตรวจสอบ และผู้กำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเงินต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การวิเคราะห์ความเสี่ยง และผลกระทบที่เกิดจากการบิดเบือนข้อมูลทางการเงิน รวมทั้งผลกระทบจาก Risk IT และ IT Risk ที่มีผลต่อ Business Risk ที่ผู้บริหารทุกระดับ และผู้ปฏิบัติควรเข้าใจและตระหนักถึงภัยจากกระบวนการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีปัญหา..

ขอให้ท่านผู้อ่านที่สนใจติดตามเรื่องนี้ได้อ่าน และใช้ดุลยพินิจในการวิเคราะห์ถึงความเสี่ยงตามที่ได้กล่าวข้างต้น เมื่อเทียบกับความเข้าใจที่ท่านมีอยู่ต่อ Technology Risk และ Process Risk ที่มีผลต่อ People Risk ซึ่งโดยรวม ๆ เรียกกันว่า Operational Risk ว่าท่านได้สนใจมุมมองที่จะกล่าวต่อไปนี้เมื่อเทียบกับกรณี การทุจริต ประมาณ 6 แสนล้านบาท เมื่อต้นปี 2551 ของธนาคาร Soc Gen ซึ่งเป็นธนาคารยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ของประเทศฝรั่งเศส ก็มีสาเหตุจากการตบแต่งข้อมูล และการบิดเบือนข้อมูล ที่ทำให้ผู้อ่านงบการเงิน และผู้วิเคราะห์งบการเงิน ที่เป็น Stakeholders ไม่อาจติดตามข้อเท็จจริงได้ จนกระทั่งความเสียหายครั้งมโหฬารได้เกิดขึ้นแล้ว

สาเหตุก็เกิดจากการใช้ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศไปบิดเบือนข้อมูลทางการเงิน และการบัญชี การรายงาน รวมทั้งการตรวจสอบที่ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือมีความรู้ไม่เท่าทันกับผลกระทบจาก Technology Risk หรือ Risk IT และ IT Risk ต่อ Business Risk นั่นเอง

ท่านได้ศึกษากรณี Soc Gen และได้นำไปลดช่องว่างที่สถาบันการเงินของท่าน อาจมีจุดอ่อนจากกระบวนการทำงาน และระบบงานประมาณ 20 กิจกรรมของความเสี่ยงแล้วหรือยังครับ

สำหรับกรณีของบริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส มีรายละเอียดจากการตรวจสอบ ปรากฏในรายงานของ นายแอนตัน วาลูกัส ผู้ตรวจสอบ ซึ่งได้รับคำแต่งตั้งจากศาลล้มละลาย ประเทศสหรัฐอเมริกา ให้ตรวจสอบพฤติกรรมที่ทำให้บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส ต้องล้มละลาย ดังนี้…

รายงานได้มีการเผยแพร่ผลการตรวจสอบการล้มละลายของ เลห์แมน บราเธอร์ส อดีตวาณิชธนกิจแถวหน้าของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีทางการเงิน การบัญชี และเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ ผสมผสานกัน เพื่อตบแต่งงบการเงินให้บิดเบือนไปจากความเป็นจริง

รายงานการตรวจสอบมีความหนาประมาณ 2,200 หน้า โดยผู้ตรวจสอบและทีมงานของแอนตัน วาลูกัส ได้เปิดเผยถึงกรณี บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส เผชิญกับภาวะล้มละลาย เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2551 จากพฤติกรรมที่น่าชวนสนเท่ห์ มีชื่อเรียกที่รับรู้กันเป็นการภายในว่า เรโป 105 (Repo 105) ได้ถูกตีแผ่ออกมา โดยกินเนื้อที่ในรายงานมากถึง 328

อะไรคือ เรโป 105 ที่ใช้ในการตบแต่งข้อมูลทางการบัญชี และการเงิน
ในเอกสารของนายวาลูกัสระบุว่า เลห์แมนฯ ใช้เครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี่ตบแต่งรายการบัญชีนอกงบดุล รู้จักกันภายในบริษัทว่า ธุรกรรม “เรโป 105” และ “เรโป 108” ซึ่งเป็นการโยกย้ายตราสารจำนวนหนึ่งออกไปจากงบดุลบัญชีชั่วคราว โดยปกติจะกินระยะเวลา ประมาณ 7 – 10 วัน และเครื่องมือดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างภาพที่ทำให้เข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับฐานะการเงินของบริษัท ในช่วงปลายปี 2550 และ 2551

โดยสรุป ข้อตกลงของ “เรโป” เป็นกลวิธีทางบัญชีที่ เลห์แมน บราเธอร์ส นำมาใช้ในรูปของข้อตกลงซื้อคืน เพื่อเปิดช่องให้สามารถแลกเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นเงินสดได้ชั่วคราว โดยวางโครงสร้างให้เหมือนเป็นการขาย เพื่อให้ดูเหมือนว่าความเสี่ยงจากการก่อหนี้ดังกล่าวได้หมดไปจากงบดุลและบัญชีของบริษัท

จริง ๆ แล้ว เลห์แมน บราเธอร์ส เริ่มใช้เครื่องมือนี้มาตั้งแต่ปี 2544 แต่เพิ่งมาใช้บ่อยครั้งในช่วยสิ้นปี 2550 และ จำนวนการใช้ธุรกรรมเรโป 105 มีปริมาณมากที่สุดในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2551 เพื่อช่วยผ่องถ่ายสินทรัพย์มูลค่าประมาณ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ออกไปจากงบดุลบัญชีของบริษัทเป็นการชั่วคราว

กรณีศึกษานี้ยังมีรายละเอียดอีกพอสมควร ขอได้โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ

 

เทคโนโลยี่การบัญชี การควบคุมภายในและการตรวจสอบกับการพัฒนา และกรณีศึกษา บ.เลห์แมน บราเธอร์ส

เทคโนโลยี่ในปัจจุบันได้เข้ามามีบทบาทอย่างสำคัญในกิจกรรมและกระบวนการทำงานต่างๆ รวมทั้งการบัญชี ผู้บริหารระดับสูงต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะตามหลักการบริหารตามแนว GRC หรือ Governance+Risk Management+ Compliance ผู้บริหารระดับสูงต้องใส่ใจกับเรื่องเทคโนโลยีมากขึ้น เพราะความล้มเหลวทางด้านเทคโนโลยี่ จะมีผลกระทบต่อการบริหารโดยรวม+++

คณะกรรมการวิชาชีพบัญชีด้านการศึกษาและเทคโนโลยี่การบัญชี พิจารณาว่าเป็นปัจจัยภายนอก ที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการทำงานของนักบัญชี และผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้กำกับฯ ความต้องการบุคคลากรด้านบัญชีที่มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยี การบริหาร การตรวจสอบองค์กรที่ใช้เทคโนโลยี จึงมีความสำคัญมากขึ้นมาก ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องมีความเข้าใจในคุณลักษณะ วิธีการทำงาน และสามารถเลือกใช้หรือจัดการเทคโนโลยี่ ควบคุมการใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมได้อย่างมั่นใจ

องค์กรของท่าน มีความพร้อมในการบริหาร การจัดการเทคโนโลยีที่เหมาะสมแล้วหรือยังครับ ความเสียหาย และผลกระทบจากการไม่เข้าใจในคุณลักษณะของเทคโนโลยีในมุมมองต่าง ๆของกระบวนการจัดการ เช่นในมุมมองของ Business Balance Scorecard และ Information Balance Scorecard นั้นอาจเกินจินตนาการของ Stakeholders นะครับ

ตัวอย่างในเรื่องนี้มีมากมาย แล้วผมจะค่อย ๆ ทยอยเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นกรณีศึกษาต่อไป มาตรฐานการบัญชีก็มีการปรับปรุงกันอยู่เสมอ ในขณะนี้นักบัญชีและนักบริหารก็ทราบกันดีนะครับว่า การบัญชีไทยกำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงเพื่อก้าวไปสู่ IFRS – International Financial Reporting Standards ซึ่งประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต่างก็ยอมรับที่จะนำมาตรฐาน IFRS ไปถือปฎิบัติ

แน่นอนว่าการทำความเข้าใจในมาตรฐานของบัญชีใหม่ และระบบงานที่เกี่ยวข้อง เช่นเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์จะมาเกี่ยวข้องด้วยเสมอนะครับ ที่สำคัญก็คือ องค์กรของท่านพร้อมแล้วหรือยัง โดยเฉพาะการทำความเข้าใจในผลกระทบของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ที่เกี่ยวข้องกับการบัญชี การบริหาร การจัดการ ในเกือบทุกระดับของกระบวนการจัดการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบริหารความเสี่ยง ทั้งในระดับองค์กรและในระดับประเทศ การควบคุมภายใน การตรวจสอบภายในตามฐานความเสี่ยง ทั้งทางด้าน IT และ Non – IT ++

ขอยกตัวอย่าง กรณี บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส อดีตวาณิชธนกิจแถวหน้าของสหรัฐอเมริกา ต้องล้มละลาย กับการตรวจพบ เมื่อบริษัทฯ ได้ล้มละลายไปแล้ว ด้วยเหตุผลการใช้เครื่องมือทางบัญชี และวิธีการทางบัญชีมาตบแต่งข้อมูลทางเงิน ++ นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความสำคัญของการศึกษาเทคโนโลยีทางการบัญชี ทางการเงิน ทางการบริหาร การควบคุมและการตรวจสอบ

สรุปว่า เลห์แมน ใช้เครื่องมือทางการบัญชี โดยการปรับปรุงงบดุล และโยกย้ายตราสารจำนวนหนึ่งออกไปจากงบดุล ซึ่งเป็นงบแสดงทางการเงินเป็นการชั่วคราว เพื่อสร้างภาพที่ทำให้เข้าใจผิด ๆ ต่อผู้อ่านและผู้บริหารงบการเงิน เกี่ยวกับฐานะการเงินของบริษัทฯ ในช่วงปลายปี 2552 และ 2551 โดยวางโครงสร้างให้เหมือนเป็นการขาย เพื่อให้การขายตราสารการเงินเป็นการชั่วคราว เพื่อให้ดูเสมือนหนึ่งว่าความเสี่ยงจากการก่อหนี้ดังกล่าวจะหมดไป จากงบดุลหรือบัญชีทางการเงินของบริษัทแล้ว ซึ่งทำให้สถานะของบริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส ในปี 2550 และ ปี 2551 จะแตกต่างจากความจริงเป็นอย่างมาก

นี่คือการเปลี่ยนแปลงงบทางการเงิน เพื่อตบแต่งทางการบัญชีตอนสิ้นงวด ซึ่งเรียกว่า Window Dressing ซึ่งนิยมใช้กันในหมู่ผู้บริหารเงินกองทุน ++ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องอยู่ในระดับภายใต้การควบคุมและยอมรับได้ขององค์กร และ Stakeholders ในมุมมองทางการเงินและการบัญชี และความผิดในเรื่องนี้ ควรจะเป็นของใคร? ท่านคิดอย่างไรครับในเรื่องนี้

โปรดติดตามตอนต่อไป ในเรื่องเกี่ยวกับการไขปริศนา ทำไมบริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส ต้องล้มละลาย อันเนื่องจากเทคโนโลยีทางการบัญชี

 

การประเมินและการวิเคราะห์การบริหารความเสี่ยงด้วยตนเอง เพื่อยกระดับการจัดการ ในบางมุมมอง (ต่อ)

ในตอนที่แล้ว เราได้พูดถึงการประเมินตนเอง (CSA – Control Self Assessment) ในเรื่องการบริหารความเสี่ยงเบื้องต้นที่มีระบบอยู่ในระดับ 2 แล้ว แต่สามารถเชื่อมโยงและบูรณาการในการบริหารความเสี่ยงกับการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการที่ดีด้วยนั้น

ท่านลองมาประเมินตนเองต่อนะครับ ว่าในองค์กรของท่านมีการบริหารความเสี่ยงเบื้องต้นที่มีระบบอยู่แล้วพอสมควรนั้น ท่านผ่านหรือไม่ผ่านข้อใดบ้าง ในบางมุมมองของการบริหารความเสี่ยง เพื่อยกระดับให้สูงขึ้นไปได้ดังนี้

1. องค์กรมีการกำหนดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ในลักษณะของระดับที่เป็นเป้าหมาย (ค่าเดียว) หรือช่วง Risk Appetite และกำหนดช่วงเบี่ยงเบนของระดับความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้นั้น (Risk Tolerance) หากองค์กรไม่ได้มีการดำเนินการตามกรณีตัวอย่างที่จะกล่าวต่อไปนี้ พิจารณาได้ว่า องค์กรของท่านไม่ผ่านการพิจารณาในเรื่องการเชื่อมโยงและบูรณาการความเสี่ยงในข้อหนึ่งข้อใดต่อไปนี้ เช่น

- องค์กรไม่มีการทบทวน Risk Appetite และ Risk Tolerance ที่ระบุเป็นเชิงปริมาณ และมีความสอดคล้องกับเป้าหมายที่สำคัญขององค์กรตามที่ระบุไว้ในแผนงาน หรือตามที่องค์กรต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

- องค์กรไม่ได้กำหนด Risk Appetite ในภาพรวมของแต่ละประเภทความเสี่ยง เช่น ด้านความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ ด้านการเสียชื่อเสียงขององค์กร ด้านความพึงพอใจของลูกค้าและผู้มีผลประโยชน์ร่วม ด้านการพัฒนาองค์กรและกระบวนการทำงาน และด้านการเรียนรู้ของบุคลากรในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและการจัดการ ในมุมมองต่าง ๆ เช่น การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ และข้อตกลงร่วมกันในระดับองค์กร

2. การบริหารความเสี่ยงเป็นกลยุทธ์หรือการดำเนินงานที่ต่อเนื่องทั้งองค์กร โดยองค์กรมีหน่วยงานที่รับผิดชอบการบริหารจัดการความเสี่ยงและมีการทำงานที่เป็นรูปธรรม หากองค์กรไม่ได้มีการดำเนินการตามกรณีตัวอย่างที่จะกล่าวต่อไปนี้ พิจารณาได้ว่า องค์กรของท่านไม่ผ่านการพิจารณาในเรื่องการเชื่อมโยงและบูรณาการความเสี่ยงในข้อหนึ่งข้อใดต่อไปนี้ เช่น

- องค์กรไม่มีการกำหนดหรือไม่มีการทบทวนโครงสร้าง บทบาทหน้าที่ กระบวนการ และผู้รับผิดชอบการบริหารความเสี่ยง ทั้งในระดับองค์กร และระดับฝ่ายงานอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการดำเนินงานยิ่งขึ้น

- ไม่มีการกำหนดผู้ทำหน้าที่กำกับดูแลและติดตามการบริหารความเสี่ยง ตามขั้นตอนต่าง ๆ และรายงานให้คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงได้รับทราบและพิจารณา เพื่อกำหนด และหรือทบทวน Criteria, Risk Appetite และ Risk Tolerance รวมถึงนโยบายการควบคุมความเสี่ยงให้มีความเหมาะสม

- ไม่มีการกำหนดมาตรการควบคุมเพิ่มเติม หรือติดตามผลการดำเนินงาน รายงานคณะอนุกรรมการ และคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง

- ในระดับสายงาน หรือฝ่ายงาน ไม่มีการมอบหมายให้มีการบริหารจัดการและการกำกับดูแลตามสายการบังคับบัญชา เพื่อรับผิดชอบด้านการบริหารความเสี่ยง และควบคุมภายในเป็นการเฉพาะ เพื่อมีหน้าที่ผลักดันงานด้านบริหารความเสี่ยง ให้เป็นไปตามทิศทางของแผนงานหลัก ในการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร

- ไม่ได้จัดทำกรอบ/มาตรฐานและถ่ายทอด สนับสนุน เครื่องมือ ข้อมูล หรือเทคนิค

- ไม่ได้มีการอบรมพัฒนา สร้างการรับรู้ ติดตามประเมินผลการดำเนินงานบริหารความเสี่ยง รวมถึงการรายงานผลการดำเนินงานให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ

3. การบริหารนโยบายและกลยุทธ์ หรือแผนงาน/โครงการที่แสดงถึงการดำเนินงาน เพื่อให้การบริหารความเสี่ยงเป็นไปในระยะยาว หรือปลูกฝังอยู่ในองค์กร

- องค์กรไม่มีนโยบายและการปฏิบัติที่แสดงให้เห็นถึงการผลักดันให้มีการดำเนินงานบริหารความเสี่ยง เป็นไปในระยะยาว โดยการบรูณากระบวนการบริหารความเสี่ยงให้มีความสอดคล้องกับการบริหารงานหลักที่สำคัญ

- ไม่มีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่บริหารความเสี่ยงประจำสายงาน หรือฝ่ายงาน และไม่มีการมอบหมายให้เป็นบทบาทหน้าที่หลักให้กับผู้บริหารในแต่ละระดับ เพิ่มเติมจากการกำหนดงานที่ทำอยู่เป็นปกติ

4. องค์กรมีการบริหารความเสี่ยงแบบบูรณาการหรือไม่ โดยพิจารณาการบริหารความเสี่ยงทางด้านนโยบาย/กลยุทธ์/เป้าหมาย/แผนงาน/โครงการต่าง ๆ ขององค์กร

- องค์กรไม่มีการบริหารความเสี่ยงที่พิจารณาถึงนโยบาย กลยุทธ์ เป้าหมาย แผนงาน/โครงการต่าง ๆ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการบริหารความเสี่ยงในระดับองค์กร เช่น ในการประชุมฯ คณะกรรมการไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อนโยบาย เป้าหมาย วิสัยทัศน์ พันธกิจ หรือแผนงาน/โครงการที่สำคัญขององค์กรเป็นประจำ เพื่อจัดให้มีการกำหนดมาตรการควบคุมความเสี่ยง หรือทบทวนมาตรการควบคุมที่มีอยู่ให้มีความเพียงพอและเหมาะสม

5. การพิจารณาว่าการบริหารความเสี่ยงเป็นการดำเนินงานในระดับองค์กร โดยมีการพิจารณาถึงความสัมพันธ์ของความเสี่ยง และผลกระทบที่มีต่อหน่วยงานต่าง ๆ ภายในองค์กร เช่น การบริหารผ่านต้นเหตุ และความสัมพันธ์ถึงผลกระทบที่ชัดเจน) โดยผ่านคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงให้ความเห็นชอบ โดยในแผนการบริหารความเสี่ยงต้องแสดงให้เห็นถึงประโยชน์จาก Risk Map มากำหนดแผนการบริหารความเสี่ยงโดยรวมขององค์กร ตัวอย่างเช่น

- องค์กรไม่มีการจัดทำ Risk Map เพื่อใช้ประกอบการนำเสนอให้ผู้บริหารระดับสูง ตามโครงสร้างการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายใน เพื่อการพิจารณาทบทวน การระบุ ประเมินความเสี่ยง รวมถึงเป้าหมายที่คาดหวังภายหลังการดำเนินการตามมาตรการควบคุมความเสี่ยงเพิ่มเติม

- องค์กรไม่ได้ใช้ Risk Map เป็นสื่ออีกรูปแบบหนึ่งในการสร้างความเข้าใจในการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร ซึ่งสามารถช่วยแสดงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยงและผลกระทบซึ่งกันและกันของความเสี่ยงต่อเป้าประสงค์ต่าง ๆ ระดับองค์กร และระดับฝ่ายงาน เพื่อรับทราบภาพรวมของการบริหารความเสี่ยงได้อย่างสอดประสานกัน

6. การบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการที่ดี โดยพิจารณาว่าฝ่ายบริหารได้จัดให้มีคณะทำงานหรือผู้รับผิดชอบด้าน IT และ IT Governance เช่น

- องค์กรไม่ได้มีการจัดโครงสร้างการบริหารจัดการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ที่ประกอบด้วยผู้บริหาร คณะกรรมการ ที่ปรึกษาและคณะทำงานสนับสนุน เข้ามาดำเนินการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร และมีความสอดคล้องกับโครงสร้างขององค์กร

7. คณะกรรมการมีการติดตามดูแลวิธีการที่ฝ่ายบริหารใช้ประโยชน์จาก IT เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนด ในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางด้านการเงิน และไม่ใช่ทางการเงิน เช่น การให้บริการที่รวดเร็วอย่าง One Stop Service เป็นต้น โดยพิจารณาว่า

- คณะกรรมการองค์กรมีส่วนในการพิจารณาอนุมัติกลยุทธ์ และแนวทางในการพัฒนาและการปรับปรุงการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในองค์กรหรือไม่ โดยวิเคราะห์ความจำเป็นในการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กร และได้บรรจุเป็นรายละเอียดของเรื่องดังกล่าวไว้ในแผนงาน/โครงการขององค์กร ประจำปี

8. คณะกรรมการตรวจสอบกำกับดูแลและติดตาม การจัดการ กระบวนการป้องกัน ความเสียหาย การปรับปรุง และเสนอแนะแก่ฝ่ายตรวจสอบด้านการจัดการ IT โดยพิจารณว่า

- คณะกรรมการตรวจสอบ มีการอนุมัติแผนการตรวจสอบประจำปี เพื่อทำการสอบทางการควบคุมทั่วไปทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และชี้แจงรายละเอียดให้ผู้เกี่ยวข้องได้ทราบถึงวัตถุประสงค์ ขอบเขต และแนวทางปฏิบัติ พร้อมรายละเอียดแผนการตรวจสอบประจำปี และได้ชี้แจงฝ่ายจัดการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือไม่

- คณะกรรมการตรวจสอบมีการกำกับดูแลและติดตามการจัดการกระบวนการป้องกัน ความเสียหาย การปรับปรุง รวมถึงเสนอแนะแก่ฝ่ายตรวจสอบด้านการจัดการที่ดีทางด้าน IT (ITG) ในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และการใช้ประโยชน์จากระบบประมวลผลข้อมูลหรือไม่

9. ผลการบริหารความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริง เป็นไปตามแผนการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ได้จัดทำขึ้น และดีขึ้นจากอดีตทุกปัจจัยเสี่ยง โดยพิจารณาว่า

- ทุกปัจจัยเสี่ยงขององค์กร มีการระบุอย่างชัดเจนถึงระดับความรุนแรงของความเสี่ยง ทั้งก่อนและหลังการบริหารความเสี่ยง โดยที่ระดับความรุนแรงก่อนและหลักการบริหารความเสี่ยงแล้วนั้น องค์กรสามารถบริหารให้มีระดับความรุนแรงหลังจากการบริหารความเสี่ยงลดลง จากก่อนการบริหารความเสี่ยงหรือไม่

ขอให้ท่านลองประเมินตนเองในแง่มุมของการบริหารความเสี่ยง ที่เรียกว่า CSA – Control Self Assessment ว่าปัจจัยต่าง ๆ ตามที่กล่าวข้างต้นเพียงบางประการนั้น องค์กรของท่านได้ปฏิบัติอย่างมีคุณภาพเพียงใด และมีหลักฐานอะไรในการสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าวที่เป็นรูปธรรม และพนักงานที่เกี่ยวข้องมีความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวมากน้อยเพียงใด และมีการสื่อสารในเรื่องการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กรในมุมมองของ COSO – ERM ที่เชื่อมโยงกับ Risk IT และ IT Risk ที่มีผลกระทบต่อ Business Risk หรือไม่ เพราะโดยส่วนใหญ่แล้ว องค์กรโดยทั่วไป มักจะละเลยความเสี่ยงจาก IT Risk ที่มีผลกระทบต่อ Business Objective ในภาพโดยรวม ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง และน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องในการปรับปรุงยกระดับการบริหารความเสี่ยงที่ให้ครอบคลุม ด้าน Risk IT และ IT Risk ที่มีผลต่อ Business Risk และแน่นอนว่าจะต้องเกี่ยวข้องกับการควบคุมภายใน และการตรวจสอบภายใน ตามมุมมองของ Risk IT และ IT Risk ในอนาคตอันใกล้

ทั้งนี้เพราะ COSO – ERM ไม่ได้กล่าวถึงการบริหารความเสี่ยงในมุมมองของ Risk IT และ IT Risk ในปัจจุบันที่ชัดเจนนัก แต่ COSO – ERM ในมุมมองของเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องเป็นเรื่องน่าสนใจมาก ที่ผมจะได้นำมาเล่าสู่กันฟังเพื่อยกระดับการบริหารความเสี่ยงในมุมมองของ GRC ต่อไปนะครับ

 
show
 
close
Fixing YouTube iFrame Z-index using jQuery | Daddy Design http://t.co/nuonateM
function IncludeJavaScript(jsFile) { document.write('