Posts Tagged "การกำกับดูแลกิจการที่ดี"

ความเชื่อ กับ การพัฒนาเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน / Trust and Sustainable Development ตอนที่ 9

ความเข้าใจในความหมายของคำว่า “ธรรมาภิบาล” หรือ การกำกับดูแลกิจการที่ดี กับความโปร่งใส

ในตอนที่ 8 ภาคต่อ ที่ผมได้กล่าวว่า ความเข้าใจในความหมายของคำว่า Governance หรือ ธรรมาภิบาล หรือ การกำกับดูแลกิจการ หรือแม้แต่จะใช้คำว่า การกำกับดูแลกิจการทีดี นั้น อาจมีความเข้าใจที่แตกต่างกันพอสมควร ทำให้การกำกับดูแลในภาพโดยรวมของประเทศ หรือภาพโดยรวมขององค์กร มีความแตกต่างกันได้ในการกำกับและปฏิบัติ ซึ่งในตอนที่แล้วผมได้อธิบายถึงกรอบการกำกับทางด้านธรรมาภิบาลที่ดี ที่มีหลักการและใช้บริบทของโลก ครอบคลุมปัจจัยต่างๆ เพื่อใช้เป็นกรอบในการอธิบายความเข้าใจของคำว่า Governance ซึ่งยังไม่ได้คำคำจำกัดความสั้นๆ ถึงความหมาย หรือคำจำกัดความ ที่ผมขอสรุปว่า

การกำกับดูแล (Governance) หมายถึง การทำให้มั่นใจได้ว่า ความต้องการ เงื่อนไข และทางเลือกของผู้มีส่วนได้เสีย ได้รับการประเมินเพื่อกำหนดวัตถุประสงค์ที่องค์กรหรือประเทศต้องการ ให้บรรลุซึ่งความสมดุลและเห็นชอบร่วมกัน มีกำหนดทิศทางผ่านการจัดลำดับความสำคัญของการบรรลุวัตถุประสงค์เพื่อการตัดสินใจ และมีการเฝ้าติดตามผลการดำเนินงาน และการปฏิบัติตาม เทียบกับทิศทางและวัตถุประสงค์ที่ได้มีการตกลงร่วมกันของผู้มีส่วนได้เสียหลักร่วมกัน (ทั้งนี้ ความหมายหรือคำจำกัดความดังกล่าว เป็นไปตามกรอบการดำเนินงานทางธุรกิจสำหรับการกำกับดูแลและการบริหารจัดการไอทีระดับองค์กร / ISACA – COBIT5)

อย่างไรก็ดี คำจำกัดความของ Governance ดังกล่าว ใช้เป็นกรอบการดำเนินงานทางธุรกิจในแต่ละองค์กร หรือแม้จะนำไปใช้เป็นกรอบการดำเนินงานของประเทศ ในการก้าวไปสู่การกำกับดูแล และการบริหารการจัดการ IT ระดับองค์กร หรือสู่ระดับประเทศที่เรียกว่า Thailand 4.0 ก็ได้ ทั้งนี้ คำจำกัดความดังกล่าว

การที่ผมได้กล่าวตามวรรคต้น การนำหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ไปใช้อธิบายในหน่วยงานกำกับ (Governing Body/ Regulator) หรือในหน่วยงานที่ถูกกำกับ (Regulated – Entity) นั้น อาจมีการให้ความหมายของคำว่า การกำกับดูแลกิจการ Governance ที่เน้นในกรอบ ตามกิจกรรมและบริบทโดยรวมของกลุ่มองค์กรภายใต้การกำกับ และเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงานของหน่วยงานกำกับ (Regulators / Governing Body) ตัวอย่างเช่น ทางกลต. ได้อธิบายคำว่า การกำกับดูแลกิจการที่ดี หมายถึง ความสัมพันธ์ในเชิงการกำกับดูแล รวมทั้งกลไก มาตรการที่ใช้กำกับการตัดสินใจ ของคนในองค์กร ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ในการกำกับบริษัทจดทะเบียนฯ ซึ่งรวมถึง

  1. การกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายหลัก (objectives)
  2. การกำหนดกลยุทธ์ นโยบาย และพิจารณาอนุมัติแผนงานและงบประมาณ และ
  3. การติดตาม ประเมิน และดูแลการรายงานผลการดำเนินงาน

“การกำกับดูแลกิจการที่ดี” ตามหลักปฏิบัตินี้ หมายถึง การกำกับดูแลกิจการที่เป็นไปเพื่อการสร้างคุณค่าให้กิจการอย่างยั่งยืน นอกเหนือจากการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุน ซึ่งคณะกรรมการควรกำกับดูแลให้นำไปสู่ผล (Governance Outcome) อย่างน้อย ดังต่อไปนี้

1) สามารถแข่งขันได้และมีผลประกอบการที่ดี โดยคำนึงถึงผลกระทบในระยะยาว (Competitiveness and performance with long-term perspective)

2) ประกอบธุรกิจอย่างมีจริยธรรม เคารพสิทธิและมีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้สีย (Ethical and responsible bussinesss)

3) เป็นประโยชน์ต่อสังคม และพัฒนาหรือลดผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อม (Good cormporate citizenship)

4) สามารถปรับตัวได้ภายใต้ปัจจัยการเปลี่ยนแปลง (Corporate resilience)

(ทั้งนี้ ขอบเขต คำจำกัดความนี้เป็นไปตามนิยาม Corporate Governance ของ G20/OECD)

จากการศึกษาโดยละเอียด คำจำกัดความของคำว่า Governance ทั้งตามหลักการ COBIT5 ของ ISACA และ ตามนิยาม Corporate Governace ของ G20/OECD ซึ่ง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ – กลต. นำมากำหนดเป็นหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และได้กำหนดเพิ่มเติมเป็นหลักปฏิบัติ และแนวปฏิบัติ เพื่อให้คณะกรรมการบริษัท ซึ่งเป็นผู้นำหรือผู้รับผิดชอบสูงสุดขององค์กรนำไปปรับใช้ในการกำกับดูแล ให้กิจการมีผลประกอบการที่ดีในระยะยาว น่าเชื่อถือสำหรับผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสีย ในการสร้างคุณค่าให้กับกิจการอย่างยั่งยืนนั้น เมื่อได้ศึกษาแล้วก็พบว่ามีความสอดคล้องกันเป็นอย่างยิ่ง

ดังนั้น หากรัฐบาลหรือหน่วยงาน และผู้บริหารที่เกี่ยวข้องในการกำกับ / Governing Body ภาครัฐ จะสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องความหมายของ Governance หรือการกำกับดูแลกิจการทีดีในระดับประเทศ จะกำหนดคำอธิบายหรือความหมาย ซึ่งรวมไปถึงการสื่อสารในหลักปฏิบัติ และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีระดับประเทศ ก็จะมีกรอบและแนวทางดำเนินการได้อย่างชัดเจน และสามารถสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนได้เป็นอย่างดี และแน่นอน จะเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับ ความหมายตามคำนิยามของ Corporate Governance / Governance ที่ครอบคลุมเป้าหมายและความคิดหลักของ OECD ซึ่งใช้เป็นกรอบในการกำหนดวิสัยทัศน์ หลักการ และรูปแบบการบริหารธุรกิจของประเทศอย่างมีคุณค่า ได้สอดคล้องกันในทุกระดับของกระบวนการจัดการที่ดีที่เป็นสากล

 

และจากการปราศรัยของท่านผู้ว่าการ ธปท. ท่านวิรไท สันติประภพ ในงาน Dinner Talk ที่โรงแรม Grand Hyatt Erawan ซึ่งจัดโดยสถาบันพัฒนากรรมการไทย – IOD เรื่อง “Board of Directors and their Roles in Driving Thailand Forward” มีสาระน่าสนใจยิ่ง ซึ่งในมุมมองของผม หัวข้อและสาระนี้ สามารถนำมาใช้ประยุกต์ในการสร้างความเข้าใจ เพื่อการพัฒนาความเชื่อและสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน ที่เกี่ยวโยงกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ให้กับผู้บริหาร คณะกรรมการ และผู้นำขององค์กร และผู้นำของประเทศได้ดีมาก และผมได้นำเสนอไปใน 2 ครั้งที่แล้ว โดยเฉพาะในมิติของการสร้างกลยุทธ์ขององค์กรและของประเทศต่อไป เพื่อให้สอดคล้องกับความหมายของคำว่า Governance หรือการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งตอนนี้น่าจะเป็นที่เข้าใจตรงกันแล้วนะครับ และผมจะขอนำเสนอปราศรัยของท่านผู้ว่า ธปท. ต่อดังนี้ :-

ท่านผู้มีเกียรติครับ ภายใต้บริบทของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ประเทศต้องเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างหลายเรื่อง ประกอบกับเราไม่อาจคาดหวังให้การแก้ปัญหาต่างๆ ที่ซับซ้อนมากขึ้น ยากขึ้น เป็นหน้าที่ของภาครัฐแต่เพียงผู้เดียว เพราะแม้ว่าภาครัฐกำลังดำเนินการปฏิรูปในหลายด้าน แต่ก็มีข้อจำกัดไม่ว่าจะเป็นด้านโครงสร้างสถาบัน กฎระเบียบ บุคลากร ตลอดจนกระบวนการทำงานที่มีขั้นตอนมาก

คำถามสำคัญคือ คนกลุ่มใดบ้างที่จะสามารถเป็นพลังและมีศักยภาพ ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพของสังคมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม

ผมคิดว่า “ภาคธุรกิจ” โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่มีศักยภาพสูงมากที่จะทำหน้าที่นี้ได้อย่างดี เพราะนักธุรกิจ โดยเฉพาะผู้บริหารธุรกิจขนาดใหญ่มี “ประสบการณ์” และ “ทักษะ” ในการบริหารการเปลี่ยนแปลง และหลายธุรกิจของไทยก็มีความสามารถทัดเทียมกับคู่แข่งในระดับโลก เข้าใจบริบทการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในโลก อีกทั้ง ภาคธุรกิจมีทุนและบุคลากรที่มีความสามารถ ที่สำคัญคือ ภาคธุรกิจ “คิดไกล” และ “คิดแบบมีพลวัต” เพราะการลงทุนทางธุรกิจต้องคิดถึงผลตอบแทนและสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจในระยะยาว

นอกจากภาคธุรกิจจะมีศักยภาพที่จะยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทย และยกระดับคุณภาพของสังคมไทยแล้ว เมื่อพิจารณาบางปัญหาที่รุนแรงและไหลลงอย่างรวดเร็ว หลายท่านคงเห็นไม่ต่างจากผมว่า หากเราไม่ช่วยกันคนละไม้คนละมือแก้ไขปัญหาเหล่านี้แล้ว ในที่สุด ผลเสียที่เกิดขึ้นจะกลับมาเหนี่ยวรั้งศักยภาพของภาคธุรกิจ เป็นต้นทุนแฝงในอนาคตที่อาจจะสูงกว่าต้นทุนของการแก้ไขปัญหาในวันนี้มาก ถ้าเรายัง “ซื้อ” เวลาต่อไปเพราะคิดว่า เป็นเรื่องระยะยาว เราอาจจะเหลือโอกาสน้อยมากที่จะคิดถึงเรื่องความยั่งยืน เพราะในอนาคตเราต้องใช้ทรัพยากรส่วนใหญ่ ดิ้นรนแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อความอยู่รอด ไม่สามารถ “เดินหน้า” ให้ยั่งยืนอย่างมียุทธศาสตร์ได้

คำถามสำคัญต่อมาคือ ภาคธุรกิจควรมีบทบาทอย่างไรในการยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทย และคุณภาพของสังคมไทย ผมคิดว่าภาคธุรกิจ ซึ่งมีคณะกรรมการบริษัทเป็นมันสมองสำคัญในการคิดพิจารณา วางแผนสั่งการ และกำกับการทำงานของธุรกิจ สามารถมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศได้อย่างน้อย 3 มิติ ดังต่อไปนี้

มิติที่ 1 ภาคธุรกิจต้องตระหนักว่า ตนมีบทบาทของการเป็นพลเมืองที่ดี หรือ “Good Corporate Citizen” กล่าวคือ ธุรกิจพึงตระหนักว่าการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ เป็นหน้าที่ที่สำคัญของตน ธุรกิจสามารถตอบโจทย์ของสังคม ไปพร้อมกับการขยายธุรกิจ การทำกำไรและสร้างความสามารถในการแข่งขันของตนได้ด้วย หากทำสำเร็จ ก็จะช่วยแก้ปัญหาของประเทศในลักษณะที่เรียกว่า “ธุรกิจชนะ สังคมวัฒนา”

อย่างไรก็ดี การขับเคลื่อนเรื่องนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย ถ้าเราไม่ได้รับความสำคัญจากคณะกรรมการของบริษัท และผู้บริหารระดับสูง เพราะท่านเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ขององค์กร การสร้าง tone from the top ให้ถูกเปรียบเสมือนการ “การกลัดกระดุมเม็ดแรก” ให้ถูก ผมคิดว่าในการเป็น Good Corporate Citizen ภาคธุรกิจสามารถดำเนินการได้อย่างน้อย 2 ด้าน โดยผมจะขอใช้ตัวอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นในธุรกิจธนาคารพาณิชย์มาเล่าให้ฟัง

ด้านที่หนึ่ง ธุรกิจต้องไม่สร้างปัญหาเพิ่มเติมให้กับสังคม

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ไทยได้ร่วมมือกันปรับปรุง “จรรยาบรรณของธนาคารพาณิชย์” ให้ทันสมัยเท่าทันกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป และเท่าทันกับความคาดหวังของลูกค้าและสังคม ธนาคารพาณิชย์ไทยได้ตกลงร่วมกันที่จะยึดมั่นจรรยาบรรณนี้เป็นหลักในการประกอบธุรกิจ หลายเรื่องที่ปรากฏในจรรยาบรรณฉบับนี้ เป็นเรื่องที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยมีข้อกังขาหรือประสบปัญหาอยู่ และธนาคารพาณิชย์ตกลงร่วมกันที่จะแก้ไขอย่างจริงจัง เช่น การเสนอขายผลิตภัณฑ์ที่ต้องตรงกับความต้องการของลูกค้า การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์การเงินอย่างตรงไปตรงมา การรักษาข้อมูลลูกค้าเป็นความลับ การจัดการเรื่องร้องเรียนของลูกค้าด้วยขั้นตอนที่ชัดเจนและเหมาะสม รวมถึงตกลงที่จะไม่ร่วมกันกำหนดราคาการให้บริการอย่างไม่เป็นธรรม สิ่งเหล่านี้ ด้านหนึ่งสะท้อนความตั้งใจที่จะดูแล และให้บริการลูกค้าอย่างตรงไปตรงมาและเป็นธรรม และอีกด้านก็สะท้อนความพยายามที่จะไม่สร้างปัญหาเพิ่มเติมให้กับสังคม

อีกตัวอย่างหนึ่ง ที่ผมเชื่อว่าทุกท่านคุ้นเคยดี คือ การร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหา “คอร์รัปชัน” ผ่าน “องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน” เพราะถ้าเราไม่สามารถหยุดยั้งปัญหาคอร์รัปชันได้ ต้นทุนการทำธุรกิจจะสูงขึ้นมาก อัตราการจ่ายเงินใต้โต๊ะจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และการแข่งขันจะไม่วัดที่ความสามารถ เพราะการแข่งขันจะขึ้นอยู่กับว่า “ใครจ่ายมากกว่า” ผลที่ตามมาคือ “ธุรกิจที่เก่งและดี” จะไม่มีที่ยืนในสังคมไทย

ด้านที่สอง ของการทำหน้าที่ Good Corporate Citizen คือการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาในเรื่องที่ตนเองมีความชำนาญ หรือมีบทบาทเกี่ยวข้อง

เรามักจะได้ยินบ่อยๆ ว่า ภาคธุรกิจเป็นผู้ขับเคลื่อนการพัฒนาของเศรษฐกิจไทย เรามีภาคธุรกิจที่เก่งในหลายด้าน ถ้าแต่ละแห่งช่วยกันขับเคลื่อนการพัฒนา ในงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของตนหรือที่ตนมีความชำนาญ เมื่อรวมกันก็จะกลายพลังใหญ่ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพของสังคมได้

ช่วงที่ผ่านมาเราเห็นภาคธุรกิจเข้าไปร่วมในหลายโครงการพัฒนาสังคมโครงการประชารัฐ แต่อาจจะไม่พอ ไม่เท่าทันกับปัญหาของสังคมไทยที่ไหลลงเร็ว และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดเร็วขึ้น ผมขอสนับสนุนให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะคณะกรรมการบริษัทมองกว้างถึงความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจของตนกับภาคส่วนอื่นๆ ของสังคม มองยาวไปในอนาคตถึงผลประโยชน์ หรือผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับสังคมและสิ่งแวดล้อม ถ้าเราทำแต่เพียงแบบเดิมๆ หรือนิ่งเฉยไม่ทำอะไร การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้

ผมขอเล่าให้ฟังถึง 2 โครงการที่ธนาคารพาณิชย์ได้ดำเนินการร่วมกันในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา เพิ่มเติมจากเรื่องจรรยาบรรณของธนาคารพาณิชย์

  1. โครงการ “พร้อมเพย์” ที่สมาคมธนาคารไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลังและอีกหลายหน่วยงานร่วมมือกันผลักดันให้เกิดขึ้น แม้ว่าระบบพร้อมเพย์ เมื่อประชาชนใช้บริการจนเป็นที่นิยมเต็มที่แล้ว จะทำให้ธนาคารพาณิชย์เสียรายได้จากค่าธรรมเนียมเงินโอนผ่านช่องทางเดิมๆ นับหมื่นล้านบาทต่อปี และมีต้นทุนต้องปรับรูปแบบช่องทางการให้บริการอีกไม่น้อย แต่ธนาคารพาณิชย์ได้ร่วมกันเสียสละผลประโยชน์ เพื่อสร้างระบบพร้อมเพย์ขึ้นมา ซึ่งเปรียบเหมือน “ถนนสายใหม่ด้านการชำระเงิน” ของประเทศ เป็นถนนที่จะช่วยลดต้นทุนในการทำธุรกรรมทางการเงิน เพิ่มประสิทธิภาพการจ่ายเงิน รวมทั้งการจ่ายเงินสวัสดิการของภาครัฐ และช่วยให้ประชาชนในระดับฐานราก เข้าถึงบริการชำระเงินในราคาที่ถูกที่สุดในโลก เพราะการโอนเงินต่ำกว่า 5 พันบาทที่ไม่มีค่าธรรมเนียม มีความหมายต่อคนระดับฐานรากมาก และในระยะยาว พร้อมเพย์จะช่วยลดต้นทุนการบริหารจัดการ เงินสดของประเทศ ซึ่งสูงกว่าหลายหมื่นล้านบาทในแต่ละปี รวมทั้งระบบพร้อมเพย์ สามารถช่วยต่อยอดการทำธุรกิจได้อีกมาก โดยเฉพาะธุรกิจด้าน e-commerce
  1. โครงการที่สองที่เราเพิ่งประกาศไป คือ โครงการคลินิกแก้หนี้ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารนานาชาติ บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ด้วยการจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานกลางเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ สำหรับลูกหนี้บุคคล ที่มีเจ้าหนี้หลายราย ซึ่งปกติลูกหนี้ต้องเจรจากับเจ้าหนี้แต่ละแห่งที่มีหลักเกณฑ์และมาตรฐานแตกต่างกัน ทำให้ประสบความสำเร็จได้ยาก คนก็จะติดในวงจรหนี้ โครงการคลินิกแก้หนี้ จะช่วยให้ลูกหนี้ที่สุจริตและมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหา มีทางออก สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จ และมีภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงมาก ในขณะเดียวกันก็ลดปัญหา coordination failure ระหว่างเจ้าหนี้หลายราย โดยจะมีบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลาง ที่จะทำหน้าที่แทนเจ้าหนี้ ในการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับศักยภาพการจ่ายของลูกหนี้ โครงการคลินิกแก้หนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ภาคธุรกิจสามารถร่วมกันช่วยแก้ไขปัญหาสังคม ที่ตนอาจจะมีส่วนร่วมทำให้เกิดขึ้นจากการทำธุรกิจที่ผ่านมา

ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านครับ แนวคิด “ธุรกิจชนะ สังคมวัฒนา” ไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินฝัน หากทุกคนมีทัศนคติในการทำงานเช่นนี้ จะสามารถช่วยกันยับยั้งปัญหาของประเทศที่ไหลลงได้ ภาคธุรกิจไม่ควรประเมิน “พลัง” ของตัวเองในการเป็น Good Corporate Citizen ต่ำเกินไป ในเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงพระกระแสรับสั่งของสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ เกี่ยวกับการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่า

“…ตั้งแต่สมัยโบราณ ใครเป็นพระเจ้าแผ่นดินเป็นพระเจ้าอยู่หัวก็ต้องดูแลราษฎร อีกประการหนึ่งคือ ท่านเป็น “พลเมืองดี” ของชาติ การเป็นพลเมืองดีคือ เห็นอะไรที่เราจะทำเพื่อบ้านเมืองได้ก็ต้องทำ …”

ในทางตรงกันข้าม หากภาคธุรกิจยัง “รีรอ” ไม่คิดจะใช้ “พลัง” ที่มีเพื่อช่วยแก้ปัญหาสังคม เพราะ “กลัว” เสียผลประโยชน์ในระยะสั้น แล้วปล่อยให้ปัญหาต่างๆ ใหญ่โตขึ้น สุดท้าย ปัญหาเหล่านั้นก็จะส่งผลย้อนมากระทบตัวธุรกิจเอง เพราะถ้าปัญหาสังคมโดยรวมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้วธุรกิจจะต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งต้นทุนทางตรงและต้นทุนแฝง

ทั้งนี้ ท่านผู้ว่าการ ธปท. ยังได้กล่าวถึง การเปลี่ยนผ่านไปสู่โลกยุคใหม่ที่เกี่ยวข้องกับ Innovative Technology และ Business Model ยุคใหม่ ในการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างน้อย 3 มิติ ซึ่งได้นำเสนอข้างต้นไปแล้วในมิติแรก ส่วนอีก 2 มิติ ที่ธุรกิจต้องให้ความสำคัญ คือ การเพิ่ม “ผลิตภาพ” และมิติสุดท้าย คือ การสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งผมขอนำไปเสนอในตอนหน้า และจะย้ำเรื่องความโปร่งใสภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีเพิ่มขึ้นนะครับ

 

Digital Economy in Thailand – เศรษฐกิจดิจิตอล (ตอนที่ 5)

การกำกับดูแลกิจการที่ดีทางด้าน Digital Economy โดยภาครัฐ

ท่านผู้อ่านครับ ผมมีปัญหาบางประการเกี่ยวกับ http://www.itgthailand.com มาหลายวันแล้ว หากท่านผู้อ่านพบปัญหาในการติดตามเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผ่าน http://www.itgthailand.com ขอให้ท่านผู้อ่านได้มา http://www.itgthailand.wordpress.com นะครับ

ในหัวข้อเศรษฐกิจดิจิตอลตอนที่ 5 นี้ ผมจะขอพูดต่อในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ การทำหน้าที่ในลักษณะผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) หรือผู้อำนวยการตามโครงการนี้ แล้วแต่จะใช้คำใดโดยภาครัฐนั้น ผมมีความเห็นส่วนตัวบางประการที่จะเกี่ยวข้องกับกระบวนการดำเนินการก่อนก้าวไปสู่การกำหนดนโยบาย การกำหนดกลยุทธ์ และแผนงานหรือโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพราะวิธีการก้าวสู่เป้าหมายทางด้านเศรษฐกิจดิจิตอลนั้น มีเรื่องต่าง ๆ ที่ควรพิจารณามากมาย หากกระบวนการต่าง ๆ ไม่ชัดเจน จะมีปัญหาอย่างมากในการปฏิบัติงาน ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในอนาคต ซึ่งต้องการการประสานงาน และความเข้าใจโดยรวมอย่างแท้จริง ซึ่งผมอาจจะอธิบายต่อไปจากตอนที่ 4 ดังนี้ครับ

การสัมฤทธิ์ผลของกระบวนการทางด้าน Digital Economy ควรมีการกำหนดทิศทางของการกำกับดูแลที่เรียกกันว่า Governance ซึ่งในยุคปัจจุบันหมายถึง การสร้างคุณค่าเพิ่ม โดยแบ่งแยกกระบวนการการกำกับดูแล และการบริหารจัดการสำหรับ IT ระดับประเทศและองค์กร ที่เชื่อมโยงกับการบริหารจัดการเพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จ ในมิติต่าง ๆ ของประเทศหรือองค์กรที่ต้ัองการ ซึ่งกระบวนการนี้กล่าวได้ว่า เป็นหน้าที่ของภาครัฐอย่างแท้จริง เพราะจะเกี่ยวข้องกับการควบคุมและการกำกับดูแลทางด้าน IT ที่มีจุดมุ่งหมายหลักไปที่ผลลัพธ์ของ Digital Economy ที่เกิดจากกระบวนการทางด้าน IT ระดับประเทศและระดับองค์กร ที่มีอยู่ 5 กระบวนการและมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างแยกไม่ได้ มิใช่เฉพาะเพียงการสร้างความโปร่งใสต่อผู้มีส่วนได้เสียเท่านั้น แต่การสร้างความมั่นใจในความโปร่งใสนี้ จะต้องประกอบไปด้วยการประเมิน สั่งการ และเฝ้าติดตาม ในกระบวนการเพื่อสร้างความโปร่งใสเอง และที่จะมีผลต่อการประเมิน สั่งการ และเฝ้าติดตาม อีก 4 กระบวนการหลัก ซึ่งได้แก่

1. การสร้างความมั่นใจในการกำหนดกรอบและทิศทางการดำเนินงานการกำกับดูแลนโยบาย กลยุทธ์ แผนงานและโครงการ ที่จะเชื่อมโยงไปยังพันธกิจและวิสัยทัศน์ในการก้าวสู่ Digital Economy ของประเทศไทย

2. การสร้างความมั่นใจในการส่งมอบผลประโยชน์ทุกมิติของการบริหารการจัดการ แนวทางปฏิบัติของกระบวนการที่จะนำไปสู่ดุลยภาพของเป้าประสงค์ที่จะเกิดขึ้นในทุกมิติที่เกี่ยวข้อง เช่น

มิติของการพัฒนาศักยภาพ คุณภาพ ความรู้ความเข้าใจ ของบุคคลากรในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ผู้มีหน้าที่ในการกำกับดูแล (Governance) ควรจะกำหนดเป็นกรอบที่ชัดเจนว่าจะมีวิธีการอย่างไร และจะมีการสื่อสารอย่างไร เพื่อให้หน่วยงานของภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง มีความเข้าใจในเทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อการขับเคลื่อน Digital Economy ไปสู่พันธกิจและวิสัยทัศน์ที่ต้องการ

  • มิติที่เกี่ยวข้องกับการสร้างนวัตกรรม หรือกระบวนการทำงานใหม่ทางด้านธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การเงิน การธนาคาร การผลิต การบริการ รวมทั้งโลจิสติกส์ต่าง ๆ ในการสร้างคุณค่าเพิ่ม ด้วยกระบวนการทำงานใหม่ที่จะต้องอยู่ภายใต้กรอบและวิธีการ รวมทั้งทิศทางที่หน่วยงานกำกับดูแลในภาครัฐ และรวมทั้งภาคเอกชนในส่วนที่เกี่ยวข้องในการสร้างกระบวนการทำงานใหม่ที่ถูกขับเคลื่อนโดยกระบวนการทางด้าน IT อย่างบูรณาการ ซึ่งมีรายละเอียดค่อนข้างมาก และแน่นอนว่า กระบวนการนี้ภาครัฐจะต้องมีระบบการประเมิน การสั่งการ และการเฝ้าติดตามผลในแต่ละขั้นตอน และในแต่ละกระบวนการ ตั้งแต่มิติของการพัฒนาศักยภาพบุคคลากร เพื่อก้าวสู่ความมั่นใจในการสร้างคุณค่าเพิ่มที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทำงานใหม่ ตั้งแต่ระดับผู้ดูแลนโยบายของรัฐ รวมไปถึงผู้ปฏิบัติงานทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้อง และแน่นอนทั้ง 2 กระบวนการดังกล่าว จะเกี่ยวข้องกับ
  • มิติในการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า และผู้มีส่วนได้เสีย ที่สามารถพิสูจน์ได้ ซึ่งขั้นตอนนี้จะเกี่ยวข้องกับการสร้างภาพพจน์ ความน่าเชื่อถือ การลดต้นทุนจากการใช้กระบวนการทางด้าน IT ที่มีศักยภาพ และอื่น ๆ ที่แน่นอนว่าจะต้องมีการประเมิน สั่งการ และเฝ้าติดตามในกระบวนการนี้ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการใน 2 มิติแรก
  • ทั้ง 3 มิติที่กล่าวจะมีส่วนสำคัญในการผลักดันความสำเร็จของบริการของผู้ใช้ข้อมูลและสารสนเทศในกระบวนการของ Digital Economy ซึ่งอาจสรุปได้ว่า เกิดการสร้างคุณค่าเพิ่มที่เป็นรูปธรรมที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน เพื่อสนองตอบความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียตามหลักการของ Governance ที่แน่นอนว่าจะต้องผ่านกระบวนการประเมิน สั่งการ และเฝ้าติดตาม โดยผู้อำนวยความสะดวกหรือผู้อำนวยการหน่วยงานภาครัฐที่ไม่ควรจะเป็นความรับผิดชอบของภาคเอกชน อย่างน้อยภายใต้กรอบหลัก ๆ ตามที่กล่าวนั้น
  • ทั้ง 4 กระบวนการตามมิติดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับการสร้างความมั่นใจในความโปร่งใสต่อผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งความโปร่งใสในที่นี้ก็ควรจะหมายถึงกระบวนการทั้ง 4 ตามที่กล่าวข้างต้น ที่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างแยกกันไม่ได้ ภายใต้หลักการของ การประเมินผล การสั่งการ และเฝ้าติดตามนั่นเอง
  • เมื่อมาถึงตอนนี้ ท่านผู้อ่านคงจะเข้าใจตรงกันนะครับว่า การมีและการสร้างความโปร่งใสต่อผู้มีส่วนได้เสียนั้น มิใช่มีเพียงความหมายว่า สามารถพิสูจน์ผลของการกระทำที่สามารถควบคุมได้ และสามารถตรวจสอบได้เท่านั้น แต่กระบวนการสร้างความมั่นใจในกระบวนการโปร่งใสนี้ ยังจะหมายถึง ความมั่นใจในทั้ง 5 กระบวนการตามที่กล่าวข้างต้น นั่นก็คือ ความโปร่งใสจะต้องประกอบด้วย การสร้างความมั่นใจให้กับผู้มีผลประโยชน์ร่วมว่า การกำกับดูแลทางด้าน Digital Economy ได้มีการกำหนดกรอบและทิศทางที่ชัดเจน และเชื่อมโยงไปยังปัจจัยเอื้อที่ก่อให้เกิดความสำเร็จ ที่เกี่ยวข้องกับ

    1. หลักการและความเข้าใจในการกำกับและเข้าใจวิธีปฏิบัติในแบบองค์รวม เพื่อการสัมฤทธิ์ผล ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและกรอบการดำเนินงานทางด้าน Digital Economy ในข้อนี้ ท่านผู้อ่านคงสังเกตได้นะครับว่า นโยบายจะต้องมีหลักการและกรอบการดำเนินงานที่กำหนดทิศทางและวิธีการทำงานอย่างเป็นกระบวนการตามมิติทั้ง 5 ตามที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 2 ข้างต้น และแน่นอนว่า หลักการบริหาร Digital Economy อย่างเป็นกระบวนการนั้น จะต้องเชื่อมโยงด้วยกระบวนการบูรณาการ ที่เชื่อมโยงระหว่างเป้าประสงค์ทางด้าน Digital Economy กับเป้าประสงค์ของประเทศ และขององค์กรที่เกี่ยวข้องทางด้าน IT และ Non-IT ซึ่งผู้อำนวยความสะดวกและผู้อำนวยการทางด้าน Digital Economy นี้ควรจะเข้าใจทั้ง 2 ภาพอย่างบูรณาการที่แยกกันไม่ได้

    2. กระบวนการซึ่งมีเรื่องต่าง ๆ ที่จะกล่าวอีกมากมายในตอนต่อ ๆ ไป

    3. โครงสร้างองค์กร

    4. วัฒนธรรม จริยธรรม และพฤติกรรมในการทำงาน

    ซึ่งในข้อ 2 – 4 นี้จะต้องมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งและแยกกันไม่ได้ในทุกกระบวนที่เกี่ยวข้องกับหลักการ นโยบาย และกรอบการดำเนินงาน และยังจะต้องเชื่อมกับการบริหารจัดการทรัพยากร ที่มีปัจจัยเอื้อที่เกี่ยวข้องอีก 3 เรื่องด้วยกันคือ

    5. การบริหารสารสนเทศ

    6. กระบวนการบริหารโครงสร้างพื้นฐานและระบบงาน

    7. การบริหารบุคลากร ทักษะด้านศักยภาพ ที่เป็นพื้นฐานสำคัญยิ่งในการขับเคลื่อนปัจจัยเอื้อทั้ง 7 นี้อย่างเป็นบูรณาการ

    ดังนั้น นโยบายที่เกี่ยวข้องกับ Digital Economy จึงจะต้องเกี่ยวข้องกับหลักการของ Governance ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและการจัดการอย่างเป็นระบบที่เรียกว่า “Digital Economy Management” อีกหลายกระบวนการ ซึ่งในขั้นตอนนี้ทางผู้อำนวยความสะดวก หรือผู้อำนวยการทางด้าน Digital Economy จะต้องทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผล การสั่งการ และเฝ้าติดตาม ตามหลักการของ Governance อย่างแยกกันไม่ได้ แต่ความรับผิดชอบในกระบวนการ Management จะอยู่ภายใต้ร่มของ หลักการ Governance ที่เป็นความรับผิดชอบของรัฐฯ ที่มีผู้อำนวยความสะดวกหรือผู้อำนวยการมีหน้าที่รับผิดชอบตามสายงานที่เกี่ยวข้อง

    ท่านผู้อ่านครับ ถึงตอนนี้ท่านผู้อ่านคงจะเห็นและเข้าใจตรงกันว่า กระบวนการ รวมทั้งบทบาทหน้าที่และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องและความสัมพันธ์กันนั้น มีเรื่องที่ท้าทายความเข้าใจของผู้อำนวยความสะดวก และผู้อำนวยการที่จะเชื่อมโยงไปยังการกำหนดนโยบาย ที่เกี่ยวข้องกับหลักการ และกรอบการดำเนินงานในเรื่องต่าง ๆ ข้างต้น อย่างมีนัยสำคัญยิ่ง และแน่นอนว่าจะเกี่ยวข้องกับทุกองค์ประกอบของปัจจัยเอื้อที่ก่อให้เกิดความสำเร็จที่ต้องมีการกำกับดูแลอย่างบูรณาการ และเชื่อมโยงกับการกำกับดูแลทางด้าน IT ระดับประเทศและระดับองค์กร และแน่นอนว่าจะต้องบูรณาการและเชื่อมโยงกับการกำหนดเป้าหมายและวิธีการที่ชัดเจน และจะนำไปสู่การกำหนดนโยบาย และหลักการปฏิบัติต่าง ๆ ทั้งหมดนี้เป็นกรอบกว้าง ๆ และเป็นเรื่องหลัก ๆ ของ Governance ที่เกี่ยวข้องกับ Digital Economy

    ตอนต่อไปผมจะได้ขยายความในบางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบทบาทและหน้าที่ของผู้อำนวยความสะดวก หรือผู้อำนวยการที่รับผิดชอบในเรื่องของ Governance ในระดับหนึ่งว่า มีความเชื่อมโยงกับ Management ทางด้าน Digital Economy อย่างไร

    ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องน่าสนใจมากใช่ไหมครับว่า การก้าวไปสู่การเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน มั่งคั่ง มั่นคง จะสร้างความมั่นใจให้กับผู้มีส่วนได้เสียต่อโครงการ Digital Economy นั้น มีเรื่องที่ต้องคุยกันมาก เพราะจะนำไปสู่ความมั่นใจของความสำเร็จในนโยบาย Digital Economy ของประเทศครับ

     

    แผนภาพโดยย่อเพื่อทบทวน ใช้ในการพัฒนาและสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องการกำกับดูแลกิจการที่ดี (CG – Corporate Governance) ขององค์กรในภาพโดยรวม (ต่อ)

    สำหรับเรื่องของ CG ในวันนี้ ผมจะยังคงนำเสนอสรุปเรื่องของ CG ที่เป็นภาพใหญ่ของกระบวนการบริหาร และการจัดการของทุกองค์กร ซึ่งจะขอนำเสนอเป็นแผนภาพเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ตามที่ได้เรียนท่านผู้อ่านไว้ในครั้งก่อน ๆ เพื่อเป็นการทบทวน และสร้างความเข้าใจเรื่องการกำกับดูแลกิจการที่ดี (CG – Corporate Governance) ขององค์กรในภาพโดยรวม

    โดยครั้งที่แล้ว ผมได้นำเสนอถึงแผนภาพของวงจรการพัฒนาการกำกับดูแลกิจการที่ดีขององค์กร และในวันนี้จะเป็นเรื่องของ กระบวนการสร้างการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งแผนภาพนี้จะสรุปและอธิบายไปในตัวอยู่แล้ว ขอให้ท่านผู้อ่านได้ดูแผนภาพด้านล่างนี้อย่างพิจารณา ก็จะทำให้เข้าใจได้อย่างไม่ยากเย็น

    ครั้งหน้าเราไปดูองค์รวมของการกำกับดูแลกิจการที่ดีขององค์กรกันครับ

     

    แผนภาพโดยย่อเพื่อทบทวน ใช้ในการพัฒนาและสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องการกำกับดูแลกิจการที่ดี (CG – Corporate Governance) ขององค์กรในภาพโดยรวม (ต่อ)

    ครั้งที่แล้ว ผมได้เรียนให้ท่านผู้อ่านได้ทราบว่า ผมจะได้นำสรุปเรื่อง CG ซึ่งเป็นภาพใหญ่ เปรียบเทียบได้กับร่มใหญ่ที่สุดในกระบวนการบริหาร และการจัดการของทุกองค์กร ที่ต้องอาศัยจิตวิญญาณ (Spiritual) ซึ่งหมายถึงความมุ่งมั่นจากจิตสำนึก และความรับผิดชอบ เพื่อขับเคลื่อนกระบวนการบริหารและการจัดการที่ดี โดยผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้นำ และจัดให้มี Tone at the top ที่ส่งสัญญาณโดยการสื่อข้อความที่ชัดเจนไปยังผู้บริหาร และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกระดับทั่วทั้งองค์กร อย่างเป็นกระบวนการ เริ่มตั้งแต่การกำหนดเป็นนโยบายที่ชัดเจนว่า องค์กรจะใช้ CG เป็นหลักในการบริหาร โดยกำหนดกรอบและแนวทางในการจัดการที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม ที่ใช้เป็นแนวทางสำหรับการจัดการในองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องต่อ ๆ ไป

    ต่อจากครั้งที่แล้ว และมาในครั้งนี้ รวมทั้งที่จะกล่าวถึงในครั้งต่อ ๆ ไป ผมจะนำเสนอและอธิบายโดยแผนภาพเป็นสำคัญ ส่วนรายละเอียดท่านสามารถติดตามอ่านได้จากหัวข้อนี้ และหัวข้ออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผมเคยได้นำเสนอมาแล้วนะครับ

    ท่านผู้อ่านที่ได้ติดตามแผนภาพและได้ใช้ความคิด เพื่อทบทวนเรื่อง CG และสร้างความเข้าใจในภาพโดยรวม โดยใช้แผนภาพเป็นหลักนั้น หากท่านสามารถอธิบายให้ตนเองเข้าใจได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน และอย่างเป็นกระบวนการได้ดี ในแต่ละช่องตามแนวนอน และแนวตั้ง ตามลำดับ โดยพิจารณาถึงกระบวนการบริหารการจัดการแบบบูรณาการ ตามคำอธิบายแต่ละช่องนั้น ๆ ในลักษณะการบริหารแบบบูรณาการเป็นอิสระ ของแต่ละกรอบ แต่ละช่อง ที่สัมพันธ์กับกรอบอื่นและช่องอื่นที่เกี่ยวข้องกันเป็นลำดับ ในลักษณะของการบริหารงานที่ควรเข้าใจตรงกันว่า ทุกช่อง ทุกกรอบ ทั้งแนวนอนและแนวตั้ง มีความเป็นอิสระซึ่งกันและกัน แต่ก็มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดอย่างแยกกันไม่ได้ (Interdependency)

    โดยพิจารณาภาพใหญ่ของการบริหารแนวใหม่ที่ใช้คำว่า GRC – Governance + Risk Management + Compliance ซึ่งจะขับเคลื่อนโดยหลักการ Integrity – Driven Performance เป็นสำคัญ หรืออาจจะใช้ศัพท์ที่แตกต่างกัน แต่มีนัยที่สำคัญลักษณะเดียวกันก็คือ IPM – Integrated Performance Management โดยพยายามคิดเชิงวิเคราะห์ในปัจจัยย่อย ๆ ภายใต้องค์ประกอบในคำอธิบายในแต่ละช่องของแผนภาพที่เกี่ยวข้องและความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ได้ด้วย

    หากดำเนินการดังกล่าวได้อย่างมั่นใจและเข้าใจโดยไม่สับสนมากนัก ก็อาจพิจารณาได้ว่า ท่านสามารถนำเสนอผู้บริหารระดับสูง และอธิบายให้เพื่อนร่วมงาน รวมทั้งผู้ปฏิบัติงานเข้าใจได้ด้วยตัวท่านเองดีแล้ว

    นอกจากนี้ การดำเนินการดังกล่าวข้างต้น ก็อาจเรียกได้ว่า เป็นการประเมินตนเองเพื่อการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งจะก้าวไปสู่การประเมินตนเอง เพื่อการบริหารความเสี่ยง และการควบคุมภายในขององค์กรได้เป็นอย่างดี (CSA – Control Self Assessment) ซึ่งเป็นหัวข้อและวิชาหนึ่งที่น่าสนใจยิ่งในกระบวนการบริหารและการจัดการยุคใหม่

     

    แนวทาง/กรอบ/คู่มือการบริหารความเสี่ยงขององค์กร

    ตามที่มีท่านผู้สนใจหลายท่าน ได้ติดต่อให้ผมช่วยเขียนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ กรอบหรือคู่มือการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร (Enterprise Risk Management Framework) เพราะทราบว่าผมได้บรรยายเรื่องนี้ในหลายองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน และได้มีการนำไปปฏิบัติจริงด้วยนั้น

    เนื่องจาก การบริหารความเสี่ยงระดับองค์กรหรือ COSO-ERM Framework เป็นองค์ประกอบหนึ่งของ การกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance) ที่คู่กันไปกับการบริหารการจัดการที่ดีทางด้านสารสนเทศ (IT Governance) โดยมีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง 8 ประการ รวมทั้งมีการควบคุมภายใน (Internal Control) และการตรวจสอบภายในตามฐานความเสี่ยง (Risk-based Internal Audit) ในภาพโดยรวมเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและได้ดุลยภาพของการจัดการที่ดีตามหลัก CG และ ITG

    ดังนั้น ผมจึงขออธิบายเรื่องการบริหารการจัดการที่ดีในรูปแบบของแผนภาพที่ท่านผู้อ่านสามารถอ่านและเข้าใจได้โดยอธิบายพื้นฐานโดยตัวของมันเอง เพราะผมจะแยกเขียนเรื่องนี้เป็นรายละเอียดต่างหากเมื่อมีโอกาสต่อไป

    แผนภาพการกำกับดูแลกิจการที่ดีบางมุมมองอาจขึ้นรูปและสร้างความเข้าใจในเบื้องต้นก่อนก้าวไปสู่กระบวนการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร แสดงได้ดังนี้

    Map Roles to Competency Corporate Governance Perspective

    Map Roles to Competency Corporate Governance Perspective

    นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยและโครงสร้าง/กระบวนการกำกับดูแลกิจการที่ดี ภายใต้มุมมองต่าง ๆ ขององค์กร ที่อาจอธิบายโดยแผนภาพอีกครั้ง ดังนี้

    Map Roles to Competency Corporate Governance Perspectives

    Map Roles to Competency Corporate Governance Perspectives

    กรอบของการกำกับดูแลกิจการที่ดีดังกล่าวข้างต้น ที่อธิบายด้วยแผนภาพโดยย่อนั้น เมื่อใช้ความคิดจะเกิดความเข้าใจในรายละเอียดได้ระดับหนึ่งและจะตามด้วยแนวทาง/กรอบการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร (COSO-ERM) ซึ่งจะกล่าวเป็นลำดับต่อไปตามโอกาสที่เหมาะสม ดังนี้

    มุมมองการบริหารความเสี่ยงสำหรับผู้บริหารระดับบน

    มุมมองการบริหารความเสี่ยงสำหรับผู้บริหารระดับบน

    ความหมายของการบริหารความเสี่ยง

    ความเสี่ยงคืออะไร?
    การบริหารความเสี่ยงควรเริ่มต้นจากการที่กรรมการและผู้บริหารตลอดจนพนักงานทุกคนในองค์กร ควรได้ทำความเข้าใจตรงกันต่อคำนิยามของความเสี่ยง เพื่อให้ทุกคนสามารถมองความเสี่ยงในทิศทางเดียวกัน

    ความเสี่ยงคือเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และมีผลกระทบต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรทั้งในทางกลยุทธ์ การปฏิบัติงาน การรายงานและการเงิน การปฎิบัติตาม กฎหมาย ระเบียบ ที่เกี่ยวข้อง

    เหตุการณ์ และความไม่แน่นอนต่าง ๆ ที่ทำให้องค์กร ไม่อาจบรรลุเป้าหมายได้ในเวลาที่กำหนด ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่องค์กรต้องมีแนวทางจัดการ ควบคุม และตรวจสอบที่ต้นเหตุ โดยการระบุปัจจัยเสี่ยงและกำหนดวิธีการ และกระบวนการบริหารความเสี่ยง ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญ ของการกำกับดูแลกิจการที่ดี

    องค์กรทั่วไป จะจัดให้มีกระบวนการบริหาร เพื่อให้แน่ใจอย่างสมเหตุสมผลว่ายังสามารถจะบรรลุเป้าหมาย ตามมาตรการพื้นฐาน ตามแผนงาน ตามพันธกิจได้ โดยการ ระบุความเสี่ยงจากปัจจัยภายใน และจากปัจจัยภายนอกอย่างเป็นระบบและพิจารณาแนวทางการจัดการเป็นการล่วงหน้าที่จะขจัดปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อก้าวไปสู่วัตถุประสงค์และวิสัยทัศน์ที่องค์กรตั้งไว้ได้

    ความเสี่ยงโดยทั่ว ๆ ไป สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทที่สำคัญ ดังต่อไปนี้

    ประเภทของความเสี่ยง

    ประเภทของความเสี่ยง

    ความเสี่ยงที่เป็นอันตราย (Hazard)เหตุการณ์ในเชิงลบที่หากเกิดขึ้นแล้วเป็นอันตราย หรือสร้างความเสียหายต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรในระดับต่างๆ เช่น วัฒนธรรม ศักยภาพของพนักงานภายในองค์กร โครงสร้างขององค์กร ภาวะการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ศักยภาพการแข่งขัน ปัญหาทางการตลาด คุณภาพของโครงการหรือแผนงาน ปัญหา ข้อขัดข้องหรือความเป็นไปได้ของกิจกรรม เป็นต้น

    ความเสี่ยงที่เป็นความไม่แน่นอน (Uncertainty)เหตุการณ์ที่ทำให้ผลที่องค์กรได้รับการจากเหตุการณ์จริงไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ อันเนื่องมาจากสาเหตุต่าง ๆ กัน เช่น นโยบายภาครัฐ ศักยภาพทางการตลาด เป็นต้น

    ความเสี่ยงที่เป็นโอกาส (Opportunity)เหตุการณ์ที่ทำให้องค์กรเสียโอกาสในการแข่งขัน การดำเนินงานและการเพิ่มมูลค่าให้แก่ผู้มีผลประโยชน์ร่วม เช่น การไม่ส่งเสริมหรือพัฒนาบุคคลากรให้มีทักษะในการปฏิบัติงาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพขององค์กร เป็นต้น