Posts Tagged "การกำหนดระดับความเสียหายที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) เพื่อการบริหารและการจัดการที่ดี"

ประเทศของเราและองค์กรทุกแห่งจะต้องกำหนดระดับความเสียหายที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) เพื่อการบริหารและการจัดการที่ดี

สังคมไทยกำลังเข้าขั้นวิกฎติ การป้องกันหรือการแก้ไขต้องค้นหาที่ต้นเหตุ(Root cause) และต้องไปจัดการที่นั่น อดีตที่ยังไม่ลงตัง นำมาสู่ปัจจุบันที่อาจไม่ลงตัว ก้าวต่อไปในอนาคตก็หาดุลยภาพและความพอดีไม่พบ จะเป็นวังวนที่น่ากลัวของสังคมไทยเป็นอย่างยิ่ง การกำหนดระดับความเสี่ยง หรือความเสียหายที่ประเทศไม่อาจยอมรับได้ หรือยอมรับได้ (Risk Appetite) เพื่อหากรอบและแนวทางที่เหมาะสม และยอมรับได้ในสังคมไทยโดยรวม ต้องมีกติกาที่สังคมไทยยอมรับได้จากความเชื่อที่ตรงกันหรือใกล้เคียงกัน เพื่อให้เกิดทัศนคติร่วม ก้าวไปสู่การพฤติกรรมและการกระทำตามกติกาของสังคม ที่มีการปฎิบัติที่เท่าเทียมกัน(Eqitable Treatment) เป็นก้าวสำคัญข้อหนึ่งของการเติบโตอย่างยั่งยืน

Sustainable Growth หรือการเติบโตอย่างยั่งยืน จะเป็นไปไม่ได้ ถ้าหากผู้บริหารขององค์กร หรือระดับประเทศ ไม่ได้กำหนดระดับความเสียหายที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) หรือระดับความเบี่ยงเบนที่ยอมรับได้ (Risk Tolerance) อย่างเป็นรูปธรรม เพราะผลกระทบและแนวการบริหารในการบรรลุเป้าประสงค์ระดับองค์กร หรือแม้กระทั่งระดับประเทศจะมีแนวการจัดการที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก รวมทั้งการกำหนดกลยุทธ์ และแผนการปฏิบัติงานก็จะแตกต่างกันไปตามระดับความเสี่ยง ที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่เป็นตัวเงิน เช่น ความเสียหายจากความไม่สงบภายในประเทศมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยว การบิน เศรษฐกิจและการเงิน เป็นเงิน xxxxx ล้านบาท ที่พิจารณาว่าเป็นตัวเงิน และคำนวนเป็นตัวเงินได้ กับความเสียหายที่ไม่ใช่เป็นตัวเงิน ซึ่งหลาย ๆ กรณีมีความหมาย และมีความสำคัญมากยิ่งกว่าความเสียหายที่เป็นตัวเงินเป็นอย่างมาก เช่น ประเทศชาติขาดความไว้วางใจจากนักลงทุน และผู้มีผลประโยชน์ร่วมจากนานาประเทศ รวมทั้งในประเทศ ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องนำความเสียหายมาสู่เป้าหมายในมุมมองต่าง ๆ ตามหลักการของ Business Balanced Scorecard ของธุรกิจ และเช่นเดียวกัน ในทุกมุมมองในระดับชาติอย่างประมาณค่าไม่ได้

ตามข่าวเมื่อเช้าวันก่อน แจ้งว่านักลงทุนจากญี่ปุ่น 2 ราย ชะลอการลงทุนซื้อที่ดิน เพื่อการลงทุนที่จังหวัดระยอง นอกจากนี้มีนักลงทุนจากต่างประเทศได้ขายที่ดินจากการนิคมอุตสาหกรรมแถวชานเมืองกรุงเทพฯ ไปแล้วหลายราย คงไม่ต้องพูดถึงนักลงทุนชาวต่างประเทศที่ตั้งใจจะมาลงทุนในอนาคตนะครับ เพราะว่าเมื่อประเทศไทยไม่ได้รับความน่าเชื่อถือในมุมมองต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความมั่นคงทางการเมือง และการพิจารณาในบางมุมมองของกฎหมาย ที่นักลงทุนต่างชาติไม่เข้าใจ เช่น กรณีมาบตาพุด เพราะ มาตรา 46 ตามรัฐธรรมนูญมิได้ดำเนินการโดยหน่วยงานภาครัฐ ในการกำหนดกฎเกณฑ์ เพื่อให้นักลงทุนปฏิบัติ ทางด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แล้วจะให้นักลงทุนต่างชาติปฏิบัติตามได้อย่างไร

แต่เมื่อมีการพิจารณาในมุมมองทางกฎหมาย นักลงทุนก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตนเองได้ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่กำหนดตามรัฐธรรมนูญแล้ว ดังนั้น ผู้ให้ความยุติธรรมจึงต้องตัดสินไปตามกฎหมายและกฎเกณฑ์เป็นสำคัญ ซึ่งสร้างปัญหาและความสับสนเป็นอย่างยิ่งให้กับนักลงทุน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งต้องใช้เวลาในการดำเนินการในเรื่องนี้อีกหลายเดือน

ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ก็จะทำให้นักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ต้องใจหายใจคว่ำกับการพิจารณาในเรื่องสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของทางการในปัจจุบันว่า จะแล้วเสร็จเมื่อใด หรือจะมีใครเป็นผู้ดูแลในความเป็นความตาย และความอยู่รอดของนักลงทุนเหล่านี้ได้

ผมขอสรุปเบื้องต้นสำหรับวันนี้ว่า ไม่ว่านักลงทุนหรือผู้บริหารในองค์กรใด และแน่นอนว่ารวมทั้งผู้บริหารระดับประเทศ หากใช้แนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดี ตามหลัก CG + ITG (IT Governance) และผสมผสานกับ Statement ใหม่ ที่เรียกว่า GRC (Governance + Risk Management + Compliance) ซึ่งเน้นเรื่องการบริหารแบบสอดประสาน และบูรณาการทั่วทั้งองค์กร หรือทั่วทั้งประเทศ ในการขับเคลื่อนพันธกิจระดับองค์กร และระดับประเทศนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารระดับสูง และคณะกรรมการของทุกองค์กร และแน่นอนว่าควรจะต้องรวมผู้บริหารระดับประเทศ ที่ควรจะกำหนดความเสี่ยงในมุมมองต่าง ๆ ที่องค์กรหรือประเทศยอมรับได้ เช่น

– รัฐหรือประเทศยอมรับความสูญเสียจากนานาชาติ และประเทศในระดับใด จากเหตุการณ์ความไม่สงบในปัจจุบัน
– ประเทศเราควรจะยอมรับความสูญเสียด้านบุคลากรดังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 นี้เป็นจำนวนเท่าใด (ไม่ว่าบุคลากรนั้นจะเป็นฝ่ายใด)
– ภาพหรือเหตุการณ์จำลองต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น เมื่อทางภาครัฐต้องดำเนินการอย่างเข้มงวดตามกฎหมาย โดยยึดหลัก 7 ขั้นตอนในการปฏิบัติการตามที่รัฐได้สื่อสารไปให้ทุกฝ่ายได้ทราบแล้วนั้น เป็นที่คาดคะเนได้ว่า รัฐน่าจะประสบความสำเร็จในการรักษากฎหมายได้ในที่สุด… อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้ หรือสู้ไม่ได้จะมีวิธีการเช่นใดที่อาจสร้างปัญหาให้กับรัฐได้มากเกินกว่าที่ประเทศน่าจะยอมรับได้… รัฐจะมีวิธีการเช่นใดในการแก้ปัญหาดังกล่าวนั้น +++

แนวคิดในลักษณะการมองเหตุการณ์ไปข้างหน้า และตั้งคำถามและคำตอบอย่างเป็นระบบ เป็นระเบียบและมีขั้นตอน รวมทั้งการกำหนดวิธีการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมในแต่ละเหตุการณ์ หรือในแต่ละ Scenario ที่อาจเกิดขึ้น… จะขึ้นกับกลยุทธ์ที่เหมาะสม หากมีการกำหนดระดับความเสียหายที่ยอมรับได้ หรือยอมรับไม่ได้ ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งแน่นอนว่าจะแตกต่างกันเป็นอย่างมาก และมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่แตกต่างกันเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับการแก้ไขวิกฤตในลักษณะตามเหตุการณ์โดยเฉพาะหน้า… +++

ผมเองพยายามระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ในการออกความเห็นในลักษณะเชิงวิชาการที่เป็นกลาง และเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมอย่างแท้จริง แต่หากมีผู้ไม่เข้าใจในเจตนาดีนี้ ก็คงจะแปลหรือเชื่อในลักษณะที่เป็นตรงกันข้ามกับความปรารถนาดีนี้ ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง

หากท่านผู้บริหารที่สนใจในเรื่องการบริหารความเสี่ยง ซึ่งเป็นการบริหารเชิงรุก โดยมองเหตุการณ์ไปทางข้างหน้า และพิจารณาแนวทางป้องกัน หรือจัดการอย่างเป็นระบบ ตามหลักการที่ผมได้เขียนเอาไว้ในการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร ตามหลักการ COSO – ERM ซึ่งเป็น Standard Framework และเป็นบทความหนึ่งของ www.itgthailand.com ก็คงพอเข้าใจนัยความหมาย และความสำคัญของการบริหารความเสี่ยง ซึ่งเป็นเครื่องมือสนับสนุนการกำกับดูแลกิจการที่ดี ตามหลักการ CG ที่เชื่อมกับ ITG และ GRC ที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารของทุกองค์กรและของทุกประเทศ จะต้องกำหนดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ควบคู่กันไปเสมอกับหลักการของ CG ที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นนะครับ

ส่วนรายละเอียดในทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม หรือการนำไปใช้งานจริง จากหลักการดังกล่าวคงขึ้นกับความเชื่อในหลักการนี้ที่ได้มีการพิสูจน์กันแล้วทั่วโลก ซึ่งจะขึ้นกับ Responsibility ซึ่งหมายถึง การมีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในการปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และขึ้นกับ Accountability สำหรับผู้บริหารขององค์กร และของประเทศ ที่หมายถึง ความรับผิดและความรับชอบ ในการบริหารและการจัดการที่ตนเองเป็นผู้ดูแลอยู่ ถึงแม้จะไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติงาน เพราะเป็นผู้บริหารระดับสูงที่มีหน้าที่ใช้ดุลยพินิจ และสั่งการ ให้เป็นไปตามเป้าหมายและกลยุทธ์ในระดับองค์กร หรือในระดับประเทศ ตามที่แต่ละท่านมีหน้าที่และส่วนเกี่ยวข้องอยู่ ทั้งนี้เพื่อผู้มีผลประโยชน์ร่วม (Stakeholders) ทั้งภายในและนานาชาติตามหลักการบริหารและการจัดการที่ดีที่เป็นสากล

ครั้งต่อไปผมอาจจะยกตัวอย่างที่เป็นรายละเอียด เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็คงต้องบริหารความเสี่ยงของตนเอง ที่อาจมีผู้เข้าใจที่แตกต่างกันได้ เพราะมีความเชื่อที่เป็นต้นเหตุนำไปสู่ทัศนคติที่แตกต่างกัน และการปฏิบัติที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นวงจรที่เป็นความจริงและเป็นหลักสากลเช่นกัน…