Posts Tagged "ความเข้าใจในความหมายของธรรมาภิบาล"

ความเชื่อ กับ การพัฒนาเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน / Trust and Sustainable Development ตอนที่ 9

ความเข้าใจในความหมายของคำว่า “ธรรมาภิบาล” หรือ การกำกับดูแลกิจการที่ดี กับความโปร่งใส

ในตอนที่ 8 ภาคต่อ ที่ผมได้กล่าวว่า ความเข้าใจในความหมายของคำว่า Governance หรือ ธรรมาภิบาล หรือ การกำกับดูแลกิจการ หรือแม้แต่จะใช้คำว่า การกำกับดูแลกิจการทีดี นั้น อาจมีความเข้าใจที่แตกต่างกันพอสมควร ทำให้การกำกับดูแลในภาพโดยรวมของประเทศ หรือภาพโดยรวมขององค์กร มีความแตกต่างกันได้ในการกำกับและปฏิบัติ ซึ่งในตอนที่แล้วผมได้อธิบายถึงกรอบการกำกับทางด้านธรรมาภิบาลที่ดี ที่มีหลักการและใช้บริบทของโลก ครอบคลุมปัจจัยต่างๆ เพื่อใช้เป็นกรอบในการอธิบายความเข้าใจของคำว่า Governance ซึ่งยังไม่ได้คำคำจำกัดความสั้นๆ ถึงความหมาย หรือคำจำกัดความ ที่ผมขอสรุปว่า

การกำกับดูแล (Governance) หมายถึง การทำให้มั่นใจได้ว่า ความต้องการ เงื่อนไข และทางเลือกของผู้มีส่วนได้เสีย ได้รับการประเมินเพื่อกำหนดวัตถุประสงค์ที่องค์กรหรือประเทศต้องการ ให้บรรลุซึ่งความสมดุลและเห็นชอบร่วมกัน มีกำหนดทิศทางผ่านการจัดลำดับความสำคัญของการบรรลุวัตถุประสงค์เพื่อการตัดสินใจ และมีการเฝ้าติดตามผลการดำเนินงาน และการปฏิบัติตาม เทียบกับทิศทางและวัตถุประสงค์ที่ได้มีการตกลงร่วมกันของผู้มีส่วนได้เสียหลักร่วมกัน (ทั้งนี้ ความหมายหรือคำจำกัดความดังกล่าว เป็นไปตามกรอบการดำเนินงานทางธุรกิจสำหรับการกำกับดูแลและการบริหารจัดการไอทีระดับองค์กร / ISACA – COBIT5)

อย่างไรก็ดี คำจำกัดความของ Governance ดังกล่าว ใช้เป็นกรอบการดำเนินงานทางธุรกิจในแต่ละองค์กร หรือแม้จะนำไปใช้เป็นกรอบการดำเนินงานของประเทศ ในการก้าวไปสู่การกำกับดูแล และการบริหารการจัดการ IT ระดับองค์กร หรือสู่ระดับประเทศที่เรียกว่า Thailand 4.0 ก็ได้ ทั้งนี้ คำจำกัดความดังกล่าว

การที่ผมได้กล่าวตามวรรคต้น การนำหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ไปใช้อธิบายในหน่วยงานกำกับ (Governing Body/ Regulator) หรือในหน่วยงานที่ถูกกำกับ (Regulated – Entity) นั้น อาจมีการให้ความหมายของคำว่า การกำกับดูแลกิจการ Governance ที่เน้นในกรอบ ตามกิจกรรมและบริบทโดยรวมของกลุ่มองค์กรภายใต้การกำกับ และเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงานของหน่วยงานกำกับ (Regulators / Governing Body) ตัวอย่างเช่น ทางกลต. ได้อธิบายคำว่า การกำกับดูแลกิจการที่ดี หมายถึง ความสัมพันธ์ในเชิงการกำกับดูแล รวมทั้งกลไก มาตรการที่ใช้กำกับการตัดสินใจ ของคนในองค์กร ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ในการกำกับบริษัทจดทะเบียนฯ ซึ่งรวมถึง

  1. การกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายหลัก (objectives)
  2. การกำหนดกลยุทธ์ นโยบาย และพิจารณาอนุมัติแผนงานและงบประมาณ และ
  3. การติดตาม ประเมิน และดูแลการรายงานผลการดำเนินงาน

“การกำกับดูแลกิจการที่ดี” ตามหลักปฏิบัตินี้ หมายถึง การกำกับดูแลกิจการที่เป็นไปเพื่อการสร้างคุณค่าให้กิจการอย่างยั่งยืน นอกเหนือจากการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุน ซึ่งคณะกรรมการควรกำกับดูแลให้นำไปสู่ผล (Governance Outcome) อย่างน้อย ดังต่อไปนี้

1) สามารถแข่งขันได้และมีผลประกอบการที่ดี โดยคำนึงถึงผลกระทบในระยะยาว (Competitiveness and performance with long-term perspective)

2) ประกอบธุรกิจอย่างมีจริยธรรม เคารพสิทธิและมีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้สีย (Ethical and responsible bussinesss)

3) เป็นประโยชน์ต่อสังคม และพัฒนาหรือลดผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อม (Good cormporate citizenship)

4) สามารถปรับตัวได้ภายใต้ปัจจัยการเปลี่ยนแปลง (Corporate resilience)

(ทั้งนี้ ขอบเขต คำจำกัดความนี้เป็นไปตามนิยาม Corporate Governance ของ G20/OECD)

จากการศึกษาโดยละเอียด คำจำกัดความของคำว่า Governance ทั้งตามหลักการ COBIT5 ของ ISACA และ ตามนิยาม Corporate Governace ของ G20/OECD ซึ่ง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ – กลต. นำมากำหนดเป็นหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และได้กำหนดเพิ่มเติมเป็นหลักปฏิบัติ และแนวปฏิบัติ เพื่อให้คณะกรรมการบริษัท ซึ่งเป็นผู้นำหรือผู้รับผิดชอบสูงสุดขององค์กรนำไปปรับใช้ในการกำกับดูแล ให้กิจการมีผลประกอบการที่ดีในระยะยาว น่าเชื่อถือสำหรับผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสีย ในการสร้างคุณค่าให้กับกิจการอย่างยั่งยืนนั้น เมื่อได้ศึกษาแล้วก็พบว่ามีความสอดคล้องกันเป็นอย่างยิ่ง

ดังนั้น หากรัฐบาลหรือหน่วยงาน และผู้บริหารที่เกี่ยวข้องในการกำกับ / Governing Body ภาครัฐ จะสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องความหมายของ Governance หรือการกำกับดูแลกิจการทีดีในระดับประเทศ จะกำหนดคำอธิบายหรือความหมาย ซึ่งรวมไปถึงการสื่อสารในหลักปฏิบัติ และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีระดับประเทศ ก็จะมีกรอบและแนวทางดำเนินการได้อย่างชัดเจน และสามารถสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนได้เป็นอย่างดี และแน่นอน จะเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับ ความหมายตามคำนิยามของ Corporate Governance / Governance ที่ครอบคลุมเป้าหมายและความคิดหลักของ OECD ซึ่งใช้เป็นกรอบในการกำหนดวิสัยทัศน์ หลักการ และรูปแบบการบริหารธุรกิจของประเทศอย่างมีคุณค่า ได้สอดคล้องกันในทุกระดับของกระบวนการจัดการที่ดีที่เป็นสากล

 

และจากการปราศรัยของท่านผู้ว่าการ ธปท. ท่านวิรไท สันติประภพ ในงาน Dinner Talk ที่โรงแรม Grand Hyatt Erawan ซึ่งจัดโดยสถาบันพัฒนากรรมการไทย – IOD เรื่อง “Board of Directors and their Roles in Driving Thailand Forward” มีสาระน่าสนใจยิ่ง ซึ่งในมุมมองของผม หัวข้อและสาระนี้ สามารถนำมาใช้ประยุกต์ในการสร้างความเข้าใจ เพื่อการพัฒนาความเชื่อและสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน ที่เกี่ยวโยงกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ให้กับผู้บริหาร คณะกรรมการ และผู้นำขององค์กร และผู้นำของประเทศได้ดีมาก และผมได้นำเสนอไปใน 2 ครั้งที่แล้ว โดยเฉพาะในมิติของการสร้างกลยุทธ์ขององค์กรและของประเทศต่อไป เพื่อให้สอดคล้องกับความหมายของคำว่า Governance หรือการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งตอนนี้น่าจะเป็นที่เข้าใจตรงกันแล้วนะครับ และผมจะขอนำเสนอปราศรัยของท่านผู้ว่า ธปท. ต่อดังนี้ :-

ท่านผู้มีเกียรติครับ ภายใต้บริบทของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ประเทศต้องเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างหลายเรื่อง ประกอบกับเราไม่อาจคาดหวังให้การแก้ปัญหาต่างๆ ที่ซับซ้อนมากขึ้น ยากขึ้น เป็นหน้าที่ของภาครัฐแต่เพียงผู้เดียว เพราะแม้ว่าภาครัฐกำลังดำเนินการปฏิรูปในหลายด้าน แต่ก็มีข้อจำกัดไม่ว่าจะเป็นด้านโครงสร้างสถาบัน กฎระเบียบ บุคลากร ตลอดจนกระบวนการทำงานที่มีขั้นตอนมาก

คำถามสำคัญคือ คนกลุ่มใดบ้างที่จะสามารถเป็นพลังและมีศักยภาพ ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพของสังคมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม

ผมคิดว่า “ภาคธุรกิจ” โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่มีศักยภาพสูงมากที่จะทำหน้าที่นี้ได้อย่างดี เพราะนักธุรกิจ โดยเฉพาะผู้บริหารธุรกิจขนาดใหญ่มี “ประสบการณ์” และ “ทักษะ” ในการบริหารการเปลี่ยนแปลง และหลายธุรกิจของไทยก็มีความสามารถทัดเทียมกับคู่แข่งในระดับโลก เข้าใจบริบทการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในโลก อีกทั้ง ภาคธุรกิจมีทุนและบุคลากรที่มีความสามารถ ที่สำคัญคือ ภาคธุรกิจ “คิดไกล” และ “คิดแบบมีพลวัต” เพราะการลงทุนทางธุรกิจต้องคิดถึงผลตอบแทนและสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจในระยะยาว

นอกจากภาคธุรกิจจะมีศักยภาพที่จะยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทย และยกระดับคุณภาพของสังคมไทยแล้ว เมื่อพิจารณาบางปัญหาที่รุนแรงและไหลลงอย่างรวดเร็ว หลายท่านคงเห็นไม่ต่างจากผมว่า หากเราไม่ช่วยกันคนละไม้คนละมือแก้ไขปัญหาเหล่านี้แล้ว ในที่สุด ผลเสียที่เกิดขึ้นจะกลับมาเหนี่ยวรั้งศักยภาพของภาคธุรกิจ เป็นต้นทุนแฝงในอนาคตที่อาจจะสูงกว่าต้นทุนของการแก้ไขปัญหาในวันนี้มาก ถ้าเรายัง “ซื้อ” เวลาต่อไปเพราะคิดว่า เป็นเรื่องระยะยาว เราอาจจะเหลือโอกาสน้อยมากที่จะคิดถึงเรื่องความยั่งยืน เพราะในอนาคตเราต้องใช้ทรัพยากรส่วนใหญ่ ดิ้นรนแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อความอยู่รอด ไม่สามารถ “เดินหน้า” ให้ยั่งยืนอย่างมียุทธศาสตร์ได้

คำถามสำคัญต่อมาคือ ภาคธุรกิจควรมีบทบาทอย่างไรในการยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทย และคุณภาพของสังคมไทย ผมคิดว่าภาคธุรกิจ ซึ่งมีคณะกรรมการบริษัทเป็นมันสมองสำคัญในการคิดพิจารณา วางแผนสั่งการ และกำกับการทำงานของธุรกิจ สามารถมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศได้อย่างน้อย 3 มิติ ดังต่อไปนี้

มิติที่ 1 ภาคธุรกิจต้องตระหนักว่า ตนมีบทบาทของการเป็นพลเมืองที่ดี หรือ “Good Corporate Citizen” กล่าวคือ ธุรกิจพึงตระหนักว่าการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ เป็นหน้าที่ที่สำคัญของตน ธุรกิจสามารถตอบโจทย์ของสังคม ไปพร้อมกับการขยายธุรกิจ การทำกำไรและสร้างความสามารถในการแข่งขันของตนได้ด้วย หากทำสำเร็จ ก็จะช่วยแก้ปัญหาของประเทศในลักษณะที่เรียกว่า “ธุรกิจชนะ สังคมวัฒนา”

อย่างไรก็ดี การขับเคลื่อนเรื่องนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย ถ้าเราไม่ได้รับความสำคัญจากคณะกรรมการของบริษัท และผู้บริหารระดับสูง เพราะท่านเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ขององค์กร การสร้าง tone from the top ให้ถูกเปรียบเสมือนการ “การกลัดกระดุมเม็ดแรก” ให้ถูก ผมคิดว่าในการเป็น Good Corporate Citizen ภาคธุรกิจสามารถดำเนินการได้อย่างน้อย 2 ด้าน โดยผมจะขอใช้ตัวอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นในธุรกิจธนาคารพาณิชย์มาเล่าให้ฟัง

ด้านที่หนึ่ง ธุรกิจต้องไม่สร้างปัญหาเพิ่มเติมให้กับสังคม

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ไทยได้ร่วมมือกันปรับปรุง “จรรยาบรรณของธนาคารพาณิชย์” ให้ทันสมัยเท่าทันกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป และเท่าทันกับความคาดหวังของลูกค้าและสังคม ธนาคารพาณิชย์ไทยได้ตกลงร่วมกันที่จะยึดมั่นจรรยาบรรณนี้เป็นหลักในการประกอบธุรกิจ หลายเรื่องที่ปรากฏในจรรยาบรรณฉบับนี้ เป็นเรื่องที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยมีข้อกังขาหรือประสบปัญหาอยู่ และธนาคารพาณิชย์ตกลงร่วมกันที่จะแก้ไขอย่างจริงจัง เช่น การเสนอขายผลิตภัณฑ์ที่ต้องตรงกับความต้องการของลูกค้า การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์การเงินอย่างตรงไปตรงมา การรักษาข้อมูลลูกค้าเป็นความลับ การจัดการเรื่องร้องเรียนของลูกค้าด้วยขั้นตอนที่ชัดเจนและเหมาะสม รวมถึงตกลงที่จะไม่ร่วมกันกำหนดราคาการให้บริการอย่างไม่เป็นธรรม สิ่งเหล่านี้ ด้านหนึ่งสะท้อนความตั้งใจที่จะดูแล และให้บริการลูกค้าอย่างตรงไปตรงมาและเป็นธรรม และอีกด้านก็สะท้อนความพยายามที่จะไม่สร้างปัญหาเพิ่มเติมให้กับสังคม

อีกตัวอย่างหนึ่ง ที่ผมเชื่อว่าทุกท่านคุ้นเคยดี คือ การร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหา “คอร์รัปชัน” ผ่าน “องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน” เพราะถ้าเราไม่สามารถหยุดยั้งปัญหาคอร์รัปชันได้ ต้นทุนการทำธุรกิจจะสูงขึ้นมาก อัตราการจ่ายเงินใต้โต๊ะจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และการแข่งขันจะไม่วัดที่ความสามารถ เพราะการแข่งขันจะขึ้นอยู่กับว่า “ใครจ่ายมากกว่า” ผลที่ตามมาคือ “ธุรกิจที่เก่งและดี” จะไม่มีที่ยืนในสังคมไทย

ด้านที่สอง ของการทำหน้าที่ Good Corporate Citizen คือการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาในเรื่องที่ตนเองมีความชำนาญ หรือมีบทบาทเกี่ยวข้อง

เรามักจะได้ยินบ่อยๆ ว่า ภาคธุรกิจเป็นผู้ขับเคลื่อนการพัฒนาของเศรษฐกิจไทย เรามีภาคธุรกิจที่เก่งในหลายด้าน ถ้าแต่ละแห่งช่วยกันขับเคลื่อนการพัฒนา ในงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของตนหรือที่ตนมีความชำนาญ เมื่อรวมกันก็จะกลายพลังใหญ่ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพของสังคมได้

ช่วงที่ผ่านมาเราเห็นภาคธุรกิจเข้าไปร่วมในหลายโครงการพัฒนาสังคมโครงการประชารัฐ แต่อาจจะไม่พอ ไม่เท่าทันกับปัญหาของสังคมไทยที่ไหลลงเร็ว และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดเร็วขึ้น ผมขอสนับสนุนให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะคณะกรรมการบริษัทมองกว้างถึงความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจของตนกับภาคส่วนอื่นๆ ของสังคม มองยาวไปในอนาคตถึงผลประโยชน์ หรือผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับสังคมและสิ่งแวดล้อม ถ้าเราทำแต่เพียงแบบเดิมๆ หรือนิ่งเฉยไม่ทำอะไร การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้

ผมขอเล่าให้ฟังถึง 2 โครงการที่ธนาคารพาณิชย์ได้ดำเนินการร่วมกันในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา เพิ่มเติมจากเรื่องจรรยาบรรณของธนาคารพาณิชย์

  1. โครงการ “พร้อมเพย์” ที่สมาคมธนาคารไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลังและอีกหลายหน่วยงานร่วมมือกันผลักดันให้เกิดขึ้น แม้ว่าระบบพร้อมเพย์ เมื่อประชาชนใช้บริการจนเป็นที่นิยมเต็มที่แล้ว จะทำให้ธนาคารพาณิชย์เสียรายได้จากค่าธรรมเนียมเงินโอนผ่านช่องทางเดิมๆ นับหมื่นล้านบาทต่อปี และมีต้นทุนต้องปรับรูปแบบช่องทางการให้บริการอีกไม่น้อย แต่ธนาคารพาณิชย์ได้ร่วมกันเสียสละผลประโยชน์ เพื่อสร้างระบบพร้อมเพย์ขึ้นมา ซึ่งเปรียบเหมือน “ถนนสายใหม่ด้านการชำระเงิน” ของประเทศ เป็นถนนที่จะช่วยลดต้นทุนในการทำธุรกรรมทางการเงิน เพิ่มประสิทธิภาพการจ่ายเงิน รวมทั้งการจ่ายเงินสวัสดิการของภาครัฐ และช่วยให้ประชาชนในระดับฐานราก เข้าถึงบริการชำระเงินในราคาที่ถูกที่สุดในโลก เพราะการโอนเงินต่ำกว่า 5 พันบาทที่ไม่มีค่าธรรมเนียม มีความหมายต่อคนระดับฐานรากมาก และในระยะยาว พร้อมเพย์จะช่วยลดต้นทุนการบริหารจัดการ เงินสดของประเทศ ซึ่งสูงกว่าหลายหมื่นล้านบาทในแต่ละปี รวมทั้งระบบพร้อมเพย์ สามารถช่วยต่อยอดการทำธุรกิจได้อีกมาก โดยเฉพาะธุรกิจด้าน e-commerce
  1. โครงการที่สองที่เราเพิ่งประกาศไป คือ โครงการคลินิกแก้หนี้ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารนานาชาติ บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ด้วยการจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานกลางเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ สำหรับลูกหนี้บุคคล ที่มีเจ้าหนี้หลายราย ซึ่งปกติลูกหนี้ต้องเจรจากับเจ้าหนี้แต่ละแห่งที่มีหลักเกณฑ์และมาตรฐานแตกต่างกัน ทำให้ประสบความสำเร็จได้ยาก คนก็จะติดในวงจรหนี้ โครงการคลินิกแก้หนี้ จะช่วยให้ลูกหนี้ที่สุจริตและมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหา มีทางออก สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จ และมีภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงมาก ในขณะเดียวกันก็ลดปัญหา coordination failure ระหว่างเจ้าหนี้หลายราย โดยจะมีบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลาง ที่จะทำหน้าที่แทนเจ้าหนี้ ในการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับศักยภาพการจ่ายของลูกหนี้ โครงการคลินิกแก้หนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ภาคธุรกิจสามารถร่วมกันช่วยแก้ไขปัญหาสังคม ที่ตนอาจจะมีส่วนร่วมทำให้เกิดขึ้นจากการทำธุรกิจที่ผ่านมา

ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านครับ แนวคิด “ธุรกิจชนะ สังคมวัฒนา” ไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินฝัน หากทุกคนมีทัศนคติในการทำงานเช่นนี้ จะสามารถช่วยกันยับยั้งปัญหาของประเทศที่ไหลลงได้ ภาคธุรกิจไม่ควรประเมิน “พลัง” ของตัวเองในการเป็น Good Corporate Citizen ต่ำเกินไป ในเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงพระกระแสรับสั่งของสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ เกี่ยวกับการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่า

“…ตั้งแต่สมัยโบราณ ใครเป็นพระเจ้าแผ่นดินเป็นพระเจ้าอยู่หัวก็ต้องดูแลราษฎร อีกประการหนึ่งคือ ท่านเป็น “พลเมืองดี” ของชาติ การเป็นพลเมืองดีคือ เห็นอะไรที่เราจะทำเพื่อบ้านเมืองได้ก็ต้องทำ …”

ในทางตรงกันข้าม หากภาคธุรกิจยัง “รีรอ” ไม่คิดจะใช้ “พลัง” ที่มีเพื่อช่วยแก้ปัญหาสังคม เพราะ “กลัว” เสียผลประโยชน์ในระยะสั้น แล้วปล่อยให้ปัญหาต่างๆ ใหญ่โตขึ้น สุดท้าย ปัญหาเหล่านั้นก็จะส่งผลย้อนมากระทบตัวธุรกิจเอง เพราะถ้าปัญหาสังคมโดยรวมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้วธุรกิจจะต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งต้นทุนทางตรงและต้นทุนแฝง

ทั้งนี้ ท่านผู้ว่าการ ธปท. ยังได้กล่าวถึง การเปลี่ยนผ่านไปสู่โลกยุคใหม่ที่เกี่ยวข้องกับ Innovative Technology และ Business Model ยุคใหม่ ในการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างน้อย 3 มิติ ซึ่งได้นำเสนอข้างต้นไปแล้วในมิติแรก ส่วนอีก 2 มิติ ที่ธุรกิจต้องให้ความสำคัญ คือ การเพิ่ม “ผลิตภาพ” และมิติสุดท้าย คือ การสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งผมขอนำไปเสนอในตอนหน้า และจะย้ำเรื่องความโปร่งใสภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีเพิ่มขึ้นนะครับ