Posts Tagged "ประโยชน์ของค่าเงินบาท"

ค่าเงินบาทแข็งกับค่าเงินอ่อน สร้างประโยชน์อย่างไรให้กับประเทศ?

ผมไม่ได้วิเคราะห์ในหัวข้อนี้มานานพอสมควรนะครับ เพราะมีหัวข้ออื่น ๆ จะต้อง update ที่ผู้สนใจโทรศัพท์ขอมามากกว่า อย่างไรก็ดี ข่าวในเรื่องค่าเงินบาทแข็งกำลังเป็นข่าว hot-hit ตามสื่อแตกต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงข่าวทางโทรทัศน์ เมื่อ 14-15 ตุลาคม 2553 ซึ่งมีการออกความเห็นอย่างรุนแรงที่ผู้รับชม รับฟัง ที่บริโภคข่าว อาจสับสนและมีความเข้าใจที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก เพราะผู้ฟังมีการประกอบอาชีพที่หลากหลาย และมีพื้นฐานที่แตกต่างกันในภาพโดยรวมของสังคม

คงไม่มีอะไรผิด และคงไม่มีอะไรถูกทั้งหมด ในมุมมองของแต่ละกลุ่มของผู้ได้รับประโยชน์ในทางบวก หรือผู้ได้รับผลกระทบในทางลบ จากการที่เงินบาทแข็งค่าหรืออ่อนค่า

ผมคงไม่พูดในลักษณะวิชาการ เพราะในมุมมองนี้มีผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลาย ได้ให้คำอธิบายตามสื่อต่าง ๆ มากมายไปแล้ว แต่ผมจะเล่าสู่กันฟังง่าย แบบพูดคุยกันภาษาชาวบ้าน ให้เข้าใจได้ง่าย ๆ โดยไม่อ้างทฤษฎีใด ๆ แต่เป็นเรื่องข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้

ผมขอเริ่มว่า ประเทศสิงคโปร์ ประเทศที่มีพลเมืองเพียง 4 ล้านเศษ ๆ ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ การเงิน การบริหาร การจัดการ และวิสัยทัศน์ในมุมมองต่าง ๆ ที่น่าจะเหนือกว่าประเทศไทยเรา เรื่องนี้เป็นความจริงครับ เพราะไม่ว่าจะประเมินเรื่องใด ๆ ในหัวข้อใด ๆ ที่องค์กรสากล สำรวจกัน ประเทศสิงคโปร์ก็จะอยู่ในระดับต้น ๆ ของโลกเสมอ

มีบางคนกล่าวว่า ประเทศสิงคโปร์เปรียบได้เหมือนกับกล้วยหอม ที่มีผิวพรรณเป็นชาวเอเชีย คือ ผิวเหลือง (เหมือนเปลือกกล้วย) แต่เนื้อในเป็นสีขาว เช่นเดียวกับฝรั่ง ที่มีผิวขาว ที่มีวิสัยทัศน์ ความคิด ความเชื่อ จากทัศนคติที่แตกต่างกันอย่างมากมาย ในกระบวนการบริหารและการจัดการในทุกรูปแบบ ทั้งในอดีตและปัจจุบันนั้น…

ท่านทราบไหมครับว่า ระหว่างที่ประเทศไทยกำลังโอดครวญเรื่องค่าเงินบาทแข็งนั้น ประเทศสิงคโปร์ และรัฐบาลสิงคโปร์ กำลังผลักดันและขับเคลื่อนในค่าเงินดอลล์ล่าสิงคโปร์แข็งขึ้น เพราะอัตราเงินเฟ้อของสิงคโปร์มีระดับที่สูงมาก ที่จะมีผลกระทบระยะยาวต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ตามหลักการบรรษัทภิบาล หรือ CG รวมทั้ง การแสดงความรับผิดและรับชอบ ตามหลักการ Accountability ซึ่งก็เป็นไปตามหลักการ CG เช่นกัน

นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่ององค์ประกอบต่าง ๆ ทื่เกี่ยวกับเรื่องบรรษัทภิบาล ซึ่งหากขยายความออกไปมากกว่านี้ ก็จะทำให้เรื่องที่จะเล่าสู่กันฟังง่าย ๆ กลายเป็นเรื่องยากขึ้นมาทันที

กลับมาเรื่องของค่าเงินแข็ง กับค่าเงินอ่อนกันดีกว่านะครับว่า อะไรที่เรืยกว่า ค่าเงินแข็ง และอะไรที่เรียกว่า ค่าเงินอ่อน

เมื่อปี 2540 ค่าเงินบาทของไทยเมื่อเทียบกับเงินดอล์ล่า สหรัฐ $ อยู่ที่ประมาณ 26 บาท : 1 $US แต่เมื่อถูกโจมตีจากค่าเงินบาทต่างชาติ เพราะเงินบาทในช่วงนั้นแข็งเกินไป อันเกิดจากสาเหตุหนึ่งก็คือ มีเงินตราต่างประเทศเข้ามามากในสถาบันการเงิน +++ ในขณะที่เศรษฐกิจและพื้นฐานทางการเงิน และสภาพแวดล้อมจากปัจจัยในการกู้เงิน และปล่อยสินเชื่อมีปัญหาด้านเสถียรภาพ และดุลยภาพในการจัดการในภาพโดยรวมครับ คงไม่ต้องกล่าวถึงเรื่อง นโยบาย Out – In และ In – Out +++ นะครับ เพราะจะทำให้เวียนหัวขึ้นไปอีก

สรุปในช่วงเวลานั้นประเทศไทยพ่ายแพ้ในการต่อสู้และรักษาค่าเงินบาท ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนในช่วงต่อมา จากเงินบาทแข็งที่ 26 บาท : 1 $US เป็นประมาณ 55 บาท : 1 $US ผลก็คือ สถาบันการเงินและผู้ที่เป็นหนี้เงินตราต่างประเทศในทุกกลุ่ม มีหนี้เพิ่มขึ้นทันที ไม่ต่ำกว่า 100% คือสมมุติว่า จากหนี้ 100 ล้านบาท กลายเป็นหนี้ มากกว่า 200 ล้านบาท เป็นต้น นั่นคือ จะต้องหาเงินบาทมามากขึ้นกว่าเท่าตัวที่จะต้องชำระหนี้ต่างประเทศในวงเงินเท่าเดิม

กล่าวในอีกนัยหนึ่ง หากเราต้องใช้ค่าเงินบาทมากขึ้นในการแลกเงิน 1 $US เราเรียกว่า เงินบาทอ่อน ที่ว่าอ่อนเพราะใช้เงินบาทมากขึ้นในการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งในที่นี้เทียบกับ $US เป็นหลัก และในกรณีตรงข้าม ถ้าเราต้องใช้เงินบาทในการแลกเปลี่ยนน้อยกว่า 55 บาท เพื่อแลกกับ 1 $US ก็ถือว่าเป็นเงินบาทแข็งขึ้น

จาก ปี 2540 มาจนถึงปัจจุบัน ค่าเงินบาทที่เปลี่ยนแปลงจากแข็งเป็นอ่อน คือ 26 บาท แลกได้ 1 $US และค่าเงินบาทเปลี่ยนแปลงจากอ่อนเป็นแข็ง เป็นประมาณ 31 บาท : 1 $US ในปัจจุบัน ก็ถือว่าเงินบาทแข็งขึ้นมากเกือบ 100% เช่นกัน เมื่อเทียบกับ ปี 2540

ผลที่ตามมาก็คือ คนที่เป็นหนี้เงินตราต่างประเทศที่ไม่ประกันค่าความเสี่ยงจากอัตราการแลกเปลี่ยนของเงินบาท ก็จะมีปัญหาเรื่องหนี้สินล้นพ้นตัว จนถึงขั้นล้มละลายในที่สุด ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นมากมายในปัจจุบัน+++

สำหรับผู้ที่ถือเงิน $US ในประเทศหรือต่างประเทศ สามารถแลกเงินบาทได้เพิ่มขึ้นมากเป็นตัวเท่าในช่วง ปี 2540 นั่นคือ 1$US ซึ่งเดิมแลกค่าได้ 26 บาท สามารถแลกเป็นเงินบาทได้มากกว่า 50 บาทเป็นต้น

แล้วท่านอยู่ในฐานะใด? ระหว่าง 2 สถานะล่ะครับ

ในช่วงปัจจุบันเงินบาทแข็งขึ้นมาก และมีโอกาสที่จะแข็งขึ้นต่อไปนั้น ข้อดีก็คือ เราสามารถสั่งซื้อสินค้า เช่น น้ำมัน จากต่างประเทศได้ในราคาถูก และตรงกันข้าม ถ้าค่าเงินบาทอ่อนตัว ค่าน้ำมันจะมีราคาแพงตามสัดส่วนเดียวกัน +++

เช่นเดียวกันนะครับที่จะกล่าวต่อไปว่า ผู้ส่งสินค้าออกได้รับผลกระทบกระเทือนจากเงินบาทแข็งค่า เพราะเงิน $US แลกเป็นเงินบาทได้น้อยลง +++

สำหรับผู้ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกและเพื่อขายภายในประเทศ ที่มีวัตถุดิบจากต่างประเทศก็มีมุมมองในการอธิบายผสมผสานกัน ระหว่างผลดีและผลเสียจากเงินบาทอ่อนค่า และแข็งค่า +++

สำหรับชาวนา ซึ่งใช้ผลผลิตภายในประเทศล้วน ๆ 100% อาจจะถูกกดราคาข้าว เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งตัว เพราะผู้ส่งออกจะได้รับเงินบาทจากการขายข้าวน้อยลง ซึ่งจะเกิดวงจรในลักษณะงูกินหางกันต่อ ๆ ไป+++

สรุป เงินบาทแข็ง หรือเงินบาทอ่อน จะดีหรือไม่ดี จะขึ้นกับว่าท่านอยู่ในสถานะใดของดุลยภาพทางการเงิน และการจัดการที่มีผลกระทบต่อค่าเงินบาท ดังนั้น การจัดการที่ดีไม่ว่าในฐานะ Regulators และ Operators ก็คือ ความสามารถในการบริหารความเสี่ยง การควบคุมเหตุการณ์ และสถานการณ์ที่อาจจะเกิดจากปัจจัยเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อเป้าประสงค์ ของแต่ละท่านและของแต่ละองค์กร รวมทั้งของประเทศในภาพโดยรวม ที่ต้องอาศัยความเข้าใจ และสร้างดุลยภาพที่ดี เพื่อให้สามารถยืนอยู่ได้ท่ามกลางความผันผวนของค่าเงินบาท

ผมตั้งใจจะพูดแบบชาวบ้านให้ฟังง่าย ๆ แต่ตอนสุดท้ายรู้สึกว่าไม่ง่ายดังที่ตั้งใจนะครับ ทั้งนี้เพราะคำว่า ดุลยภาพ ซึ่งแปลว่าความยั่งยืนในมุมมองของ การกำกับดูแลกิจการที่ดีและการบริหารความเสี่ยง และการควบคุม รวมทั้งการจัดการที่ดีนั้น มีปัจจัยมากหลายที่ใช้ในการอธิบาย และเป็นที่แน่นอนว่า หากท่านอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบ ท่านจะไม่ชอบเห็นเหตุการณ์ที่เงินบาทแข็งตัว ในกรณีที่ท่านเป็นผู้ส่งสินค้าออกที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก

หากท่านเป็นหนี้เงินตราต่างประเทศ จากการที่กู้มาเงินช่วงเงินบาทอ่อนตัว และท่านสามารถชำระหนี้ได้ในช่วงเงินบาทแข็งตัว เช่นช่วงเวลานี้ ท่านก็จะได้เปรียบ และมีประโยชน์จากการที่เงินบาทแข็งตัวนั้น+++

ขอให้ท่านผู้อ่านเปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีสภาพแวดล้อม และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเงินที่แตกต่างจากไทยเรา ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ที่ต้องการผลักดันและขับเคลื่อนประเทศของตนให้มีค่าเงินที่แข็งขึ้น เพราะเงินเฟ้อมีอัตราที่สูง และจะมีผลกระทบต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาตนั่นเอง +++

สำหรับประเทศไทย เราจะเดินไปทิศทางไหนดีล่ะครับ ระหว่างค่าเงินบาทแข็งตัว หรือค่าเงินบาทอ่อนตัว ในมุมมองของทางการที่ต้องต่อสู้เพื่อรักษาค่าเงินบาทในช่วงเวลานั้น และต้องเจ็บตัว และมีปัญหามากมายตามมาจากค่าเงินบาทแข็งเป็นค่าเงินบาทอ่อน และกำลังจะกลับมีปัญหาใหม่ จากค่าเงินบาทอ่อนเป็นค่าเงินบาทแข็งอีกหรือครับ

ผมขอจบเพียงเท่านี้ดีกว่า เพราะยิ่งพูดชักดูไม่ง่ายแล้วครับ

 
https://www.amazon.com/Bikeroo-Oversized-Comfort-Comfortable-Replacement/dp/B07B646ZZY/