Posts Tagged "วิสัยทัศน์ของประเทศไทย กับ GRC ในมุมมองระดับประเทศ"

100 ปี แห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง กับ 100 ปี แห่งการเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว / 100 years of rule changes to the 100 years of the developed countries

“ภายใน ปี พ.ศ. 2575 ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว” ตามที่ผมเคยนำเสนอว่าประเทศไทยควรจะกำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเป็นธงหลักของประเทศในการกำหนดทิศทาง กระบวนการบริหารและการจัดการที่ดี และเป็นไปตามหลักสากลที่ว่า เราจะบริหารองค์กรไม่ได้เลย ถ้าหากขาดวิสัยทัศน์ และพันธกิจ รวมทั้งนโยบายและกลยุทธ์ และแผนงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการก้าวไปสู่วิสัยทัศน์ขององค์กร แน่นอนว่า หากประเทศไทยเราได้กำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน และเป็นรูปธรรมที่เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว การจัดสรรงบประมาณให้กระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ก็จะมีทิศทางที่เอื้ออำนวยให้ประเทศไปสู่ทิศทางเดียวกันตามวิสัยทัศน์ที่กำหนด

ภาพจาก http://www.iseehistory.com โดย หมาป่าดำ

วันนี้เป็นวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556 ซึ่งเวลาได้ผ่านพ้นมา 81 ปี เมื่อนับจากวันแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เหลือเวลาเพียง 19 ปีเท่านั้น ที่จะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งนับว่ามีเวลาไม่มากนัก แต่ก็ยังดีกว่ามากเมื่อเทียบกับการไม่กำหนดเป้าหมายหลักของประเทศที่เราต้องการเห็น หรือไปให้ถึง ทำให้การจัดสรรงบประมาณ อาจจะขาดหางเสือหรือทิศทางที่จะนำนาวาที่ชื่อ “ประเทศไทย” ไปสู่เป้าหมายที่พึงต้องการได้ ในปี พ.ศ. 2575 เพราะการจัดสรรงบประมาณไม่ได้มีทิศทางเพื่อจะให้ประชาชนคนไทยมีรายได้โดยเฉลี่ย ไม่ต่ำกว่า 15,000 USD ตามที่กำหนดเอาไว้เป็นข้อ 1 ในหลายข้อของการพิจารณาว่าประเทศไทยที่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว (Developed Country)

ดังนั้น เมื่อถึงปี พ.ศ. 2575 ประเทศไทยก็อาจยังไม่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ตามหลักเกณฑ์หรือหลักสากลที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่ง เพราะทุกประเทศที่พัฒนาแล้ว และกำลังจะก้าวไปสู่ประเทศที่พัฒนา อย่างประเทศมาเลเซียเพื่อนบ้านของเรา ก็กำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่า “ในปี ค.ศ. 2020 ประเทศมาเลเซีย จะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว” เป็นต้น ซึ่งเหลือเวลาเพียง 7 ปีสำหรับประเทศมาเลเซีย ที่จะนำพาประเทศและประชากรของเขาไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งเป็นที่น่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง สำหรับประเทศเล็ก ๆ ที่มีเนื้อที่และประชากรที่น้อยกว่าประเทศไทยเราเป็นอย่างมาก

ลองวิเคราะห์เบื้องต้นอย่างหยาบ ๆ ก็จะพบว่า วิสัยทัศน์ของมาเลเซีย มีทางเป็นไปได้ค่อนข้างสูงมาก ที่จะนำพาประเทศไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งนี้เพราะ การจัดสรรงบประมาณของประเทศมาเลเซีย การกำหนดนโยบาย การกำหนดวิสัยทัศน์ และการกำหนดขั้นตอนการบริหารประเทศ รวมทั้งโครงการต่าง ๆ ที่ผ่าน กระทรวง ทบวง กรม และรัฐบาลที่มั่นคงของประเทศมาเลเซีย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีทิศทางที่สอดประสานและบูรณาการเป็นหนึ่งเดียวกันก็คือ ทุกทิศทางภายใต้กรอบงบประมาณและแผนงาน ล้วนแล้วแต่สนับสนุนการยกระดับเศรษฐกิจ การเงิน การงาน ซึ่งเน้นหนักในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่ผลักดันประเทศไปสู่ในทิศทางเดียวกันนั่นคือ “ในปี ค.ศ. 2020 ประเทศมาเลเซีย จะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว”

หากมีโอกาส ผมจะลองวิเคราะห์ให้ผู้อ่านเห็นภาพชัดเจนว่า ประเทศมาเลเซียได้วางแผนและพัฒนาประเทศอย่างไร และทิ้งห่างกับประเทศไทยอย่างไรบ้าง เพื่อนำพาประเทศของเขาไปสู่วิสัยทัศน์ตามที่กล่าวข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาบุคคลากรของคนในชาติมาเลเซีย ที่เน้นองค์ความรู้ และสร้างความคิดเพื่อให้ประชาชนของเขาสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ และสามารถสร้างคุณค่าเพิ่มได้จากเทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการที่ดี ที่มีกลยุทธ์ชาญฉลาด ลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง จากความคิดของผู้นำ รัฐบาลที่มีความมั่นคงติดต่อกันมาหลายยุค หลายสมัย

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในอดีต ภาพจาก wikipedia

ผมอาจเข้าใจผิดว่า ประเทศไทย ยังไม่ได้กำหนดวิสัยทัศน์ตามที่ได้กล่าวข้างต้น จากการที่ไม่ได้ปักธง หรือกำหนดวิสัยทัศน์ของประเทศ เป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้นะครับ

ถ้าเป็นเช่นนั้น หากมีใครทราบว่า ประเทศไทยได้กำหนดวิสัยทัศน์ของประเทศไว้อย่างไร ไว้ในสมัยรัฐบาลใด ในปี พ.ศ. ใด ที่เป็นลายลักษร์อักษรชัดเจนและนำไปใช้ในทางปฏิบัติ ที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันงบประมาณ ผ่าน กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ซึ่งเปรียบเสมือนฝีพาย เพื่อนำพานาวาของรัฐหรือประเทศไทย ไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ในปี พ.ศ. 2575 คือ 100 ปี นับจากปี พ.ศ. 2475 ที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

และเมื่อใดกันครับ ที่เราจะเห็นวิสัยทัศน์ของประเทศที่เป็นลายลักษณ์อักษร ที่มีความหมายและสามารถสื่อสารไปยังประชาชนคนไทยทั้งประเทศผ่านนโยบายและวิสัยทัศน์ที่จะขับเคลื่อนแผนงาน โครงการต่าง ๆ โดยใช้งบประมาณที่จัดสรรในแต่ละปีให้เหมาะสมและได้ดุลยภาพกับคนไทยเพื่อให้เกิดคุณค่าเพิ่มแก่คนไทยทั้งประเทศ ผ่านกลไกในการขับเคลื่อนประเทศที่ดีควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงและการบริหารทรัพยากรของประเทศอย่างเหมาะสม

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในความคิดของผม และใคร่อยากจะได้เห็นวิสัยทัศน์ของประเทศที่กำหนดเป็นลายลักษณ์อักษรที่สามารถสื่อความและชี้ทิศทางให้ประเทศไทยเดินไปสู่อนาคตที่ดีและเติบโตอย่างยั่งยืน ตามหลักการจัดการที่ดีและเป็นสากลได้

 

วิสัยทัศน์ของประเทศไทย คือ ประเทศที่พัฒนาแล้วในปี 2563 และเติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างมั่นคง กับ GRC ในมุมมองระดับประเทศ

ผมเข้าใจในเบื้องต้นของผมเองว่า วิสัยทัศน์ของประเทศไทยในขณะนี้ น่าจะยังไม่ชัดเจน หรืออาจยังไม่ได้กำหนดให้เป็นรูปธรรม หรือไม่มีการสื่อสารที่มีคุณภาพและแพร่หลายพอให้บุคคลที่สนใจและผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้ทราบทิศทางของประเทศในอนาคต ที่จะใช้เป็นตัวกำหนดแนวทางหรือกรอบในการดำเนินงาน กรอบความคิด เพื่อก้าวไปสู่การกำหนดนโยบาย กลยุทธ์ แผนงานระดับชาติที่จะมอบหมายต่อไปยัง กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

รวมทั้งกำหนดวาระแห่งชาติ ซึ่งเป็นเครื่องมือในการช่วยบริหารกิจการของบ้านเมืองให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. 2546 ว่าด้วยการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยกำหนดตัวชี้วัดที่สอดคล้องกับกลยุทธ์และแผนการดำเนินงานแห่งชาติอย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับระยะเวลาในการก้าวไปสู่วิสัยทัศน์ที่ตั้งใจไว้ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ในปี 2563 ในอีก 10 ปีข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ และสมเหตุสมผล

หลักการของ GRC ซึ่งย่อมาจาก Governance + Risk Management + Compliance เป็น Statement ค่อนข้างใหม่ในประเทศไทย เพราะมีเป้าหมายและคำจำกัดความที่แตกต่างกันในแต่ละ wording และ meaning ของ GRC ที่เราเคยรู้จักกันมานานแล้ว เนื่องจาก GRC เป็นการเน้นการสร้างคุณค่าเพิ่มจากการบริหารแบบบูรณาการที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างการบริหาร Governance (CG+ITG) ควบคู่กันไปกับการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) โดยให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องที่สอดคล้องกับนานาชาติ รวมทั้งกฎหมาย กฎเกณฑ์ ระเบียบ คำสั่ง กติกา ของสังคมในชาติโดยคำนึงถึงความคาดหวังของผู้มีผลประโยชน์ร่วม (Stakeholder Expectation) ในทุกระดับ โดยคำนึงถึง Global Governance + Public Governance + Social Governance เป็นสำคัญอีกด้วย

หลักการของ GRC เป็นเรื่องของการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ (Vision & Objectives) ซึ่งเปรียบเทียบได้กับ Input ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Process ในที่นี้จะหมายถึง Integrity – Driven Performance ระดับชาติ เพื่อให้ได้เป้าหมายตาม Vision & Objectives ของประเทศในระยะเวลาที่กำหนด

ผมขอขยายความในความหมายของ GRC เฉพาะในมุมมองของ Compliance เพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ดียิ่งขึ้นตามแผนภาพ ดังนี้ครับ

สำหรับรายละเอียดอื่น ๆ เอาไว้คุยกันในวันหลังนะครับ

การที่ผมนำเรื่อง GRC กับ Vision ของประเทศมาคุยกับท่านผู้อ่านในวันนี้ ก็เพราะ ผมเข้าใจว่า หากประเทศมี Vision ที่ชัดเจน และทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน ทิศทางการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ก็สามารถสนับสนุนให้วิสัยทัศน์ของประเทศเป็นความจริงได้ในที่สุด