Posts Tagged "เทคโนโลยีการบัญชี เครื่องมือทางการเงินกับการพัฒนา"

เทคโนโลยีการบัญชี เครื่องมือทางการเงินกับการพัฒนา และกรณีศึกษา บ.เลห์แมน บราเธอร์ส (ต่อ)

สวัสดีครับทุกท่าน อาจจะทิ้งช่วงนานไปหน่อยสำหรับท่านที่สนใจติดตามกรณีศึกษาของ บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่แถวหน้าในสหรัฐอเมริกา ที่ต้องล้มละลาย เนื่องจากใช้เทคโนโลยีทางบัญชีเพื่อบิดเบือนข้อมูลทางการเงิน ส่งผลให้บริษัทต้องล้มละลาย ซึ่งกรณีศึกษานี้มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ ผมเลยต้องนำเสนอเป็นหลาย ๆ ตอนไป ทำให้การเล่าเรื่องขาดอรรถรสและความต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม ท่านผู้สนใจสามารถติดตามเรื่องราวที่ได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้ได้เสมอ อย่างน้อยเพื่อเป็นการทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ การใช้ดุลยพินิจ การวิเคราะห์ความเสี่ยง จาก Risk IT และ IT Risk ที่มีผลต่อ Business Risk ที่ผู้บริหารทุกระดับ และผู้ปฏิบัติควรเข้าใจและตระหนักถึง

และผมจะพยายามนำเสนอให้ตอนนี้เป็นตอนจบสำหรับกรณีศึกษาของ เลห์แมนฯ นี้นะครับ เราไปพิจารณาถึงเอกสารรายงานของวาลูกัสต่อว่า กลวิธีทางบัญชีแบบนี้ผิดหรือไม่ คงจะมีการหาข้อสรุปได้ในไม่ช้า แต่ เรโป 105 กำลังเป็นบ่วงกรรมที่อาจตามหลอกหลอนอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูง เนื่องจากนายวาลูกัสได้แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมไว้ในรายงานด้วยว่า “แม้กรรมการบริหารบางคนของ เลห์แมนฯ ในช่วงที่ประสบภาวะล้มละลาย ไม่จำเป็นต้องร่วมรับผิดชอบ แต่ผู้บริหารระดับสูงอาจต้องมีส่วนรับผิดชอบ”

นายวาลูกัส ได้ระบุชื่อของ ดิ๊ก ฟุลด์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รวมทั้ง คริส โอเมียรา เอียน โลวิตต์ และ อิริน คัลแลน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของบริษัท อาจเผชิญกับการฟ้องร้องฐานประมาทเลินเล่อ หรือกระทำผิดหน้าที่ แม้แต่ เอิร์นสต์ แอนด์ยัง ซึ่งรับผิดชอบตรวจสอบบัญชีให้กับ เลห์แมน บราเธอร์ส ก็อาจพลอยติดร่างแหไปด้วย เพราะวาลูกัสระบุในรายงานเอกสารด้วยว่า หลักฐานที่ปรากฏสนับสนุนการฟ้องร้อง เอิร์นสต์ แอนด์ยัง ในข้อกล่าวหาการละเมิดทางวิชาชีพ เนื่องจากบริษัทเพิกเฉย หรือไม่ดำเนินการใด ๆ ที่จะตั้งคำถามหรือพยายามตรวจสอบพฤติกรรมการไม่เปิดเผยข้อมูลของ เลห์แมนฯ จากการใช้ธุรกรรมนอกงบดุลบัญชีชั่วคราว ที่มีวงเงินสูงถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์

ความน่าสนใจประเด็นต่อมาคือ วาลูกัสและทีมงาน ไม่ใช่คนกลุ่มแรกที่เข้าไปตรวจสอบเอกสารใน เลห์แมน บราเธอร์ส

ในคอลัมน์ Dealbook ของนิวยอร์ก ไทมส์ ระบุว่า เมื่อเกือบ 2 ปีก่อน มีคณะตรวจสอบ ที่มาจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ และธนาคารกลางสหรัฐ ประจำนิวยอร์ก ได้เข้าไปในสำนักงานใหญ่ของ เลห์แมน บราเธอร์ส อย่างเงียบ ๆ โดยมีการจัดเตรียมโต๊ะทำงาน โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ ช่องทางในการเข้าถึงสถิติตัวเลข และรายงานทางบัญชีทั้งหมดของ เลห์แมนฯ

ทีมงานชุดนี้ได้รับมอบหมายจาก ทิโมธี ไกธเนอร์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ประจำนิวยอร์ก และคริสโตเฟอร์ ค็อกซ์ ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ ในช่วงเวลานั้น ให้ติดตาม เลห์แมน บราเธอร์ส อย่างใกล้ชิด หลังจากที่ แบร์ สเติร์นส์ อยู่ในภาวะใกล้ล้มละลาย

ในช่วงเวลานั้น หน่วยงานทั้งสองไม่ได้ส่งแค่ทีมเดียวไปที่ เลห์แมน บราเธอร์ส แต่ทีมงานคล้าย ๆ กันได้เข้าไปติดตามอย่างใกล้ชิดในสำนักงานของ โกลด์แมน แชกส์ มอร์แกน สแตนเลย์ เมอร์ริล ลินช์ และสถาบันการเงินอื่น ๆ ด้วย

ทีมงานจากหน่วยงานทั้งสองได้เข้าตรวจสอบเอกสารทางบัญชี มีการสอบปากคำผู้บริหารระดับสูง เกี่ยวกับการตัดสินใจต่าง ๆ รวมทั้งยังได้ตรวจทานรายงานผลประกอบการรายไตรมาสก่อนเผยแพร่ด้วย แต่ที่น่าสนใจว่า ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ เลห์แมน บราเธอร์ส เพิ่งมาปรากฏในอีกเกือบ 2 ปีต่อมา โดยผู้ตรวจสอบอิสระที่ได้รับมอบหมายจากศาลล้มละลาย

ในช่วงเวลาที่ทีมงานของหน่วยงานทางการเงินทั้งสองเข้าไปตรวจสอบ จริง ๆ แล้ว เป็นช่วงที่ได้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินสดก้อนมหึมาเข้า ๆ ออก ๆ เช่น ในไตรมาส 4 ของปี 2550 เลห์แมนฯ ใช้ธุรกรรม เรโป 105 ลดงบดุลบัญชีสุทธิในช่วงสิ้นไตรมาส ประมาณ 3.86 หมื่นล้านดอลลาร์ อีก 4.91 หมื่นล้านดอลลาร์ ในไตรมาสแรกของปี 2551 และ 5.038 หมื่นล้านดอลลาร์ ในไตรมาส 2 ของปีเดียวกัน การเคลื่อนย้ายจำนวนเงินก้อนใหญ่เหล่านี้ กลับมีปรากฏอยู่ในรายงานของวาลูกัสเท่านั้น

คุณูปการของการเปิดโปงพฤติกรรมการใช้ธุรกรรม เรโป 105 ของเลห์แมนฯ คือการสะท้อนให้เห็นว่า การอาศัยช่องโหว่ทางบัญชี เพื่อสร้างภาพลวงตาทางตัวเลข ไม่เคยสาญสูญไปจากโลกนี้

สาระสำคัญในรายงานของวาลูกัส เป็นเพียงบทเรียนล่าสุดที่ชวนให้นึกย้อนกลับไปถึงพฤติกรรม “คาบลูกคาบดอก” ของการทำบัญชีในหลาย ๆ กรณี ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในระบบทุนนิยมโลก

อย่างกรณีการตบแต่งบัญชีของ เอนร็อน ก่อนที่ยักษ์ใหญ่วงการพลังงานจะเดินสู่ภาวะล้มละลาย และสร้างความเสียหายให้กับผู้ถือหุ้นกว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์ จากการจัดตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจหลายบริษัทขึ้นมา เพื่ออำพรางหนี้สินให้พ้นไปจากบริษัท หรือ อีกกรณีที่น่าสนใจ คือการทำธุรกรรม เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกรีก ในเดือนเมษายน ปี 2545 ที่รัฐบาลกรีกนำพันธบัตรออกขายระดมทุน 3.5 พันล้านดอลลาร์ กำหนดไถ่ถอนวันที่ 22 ตุลาคม 2565 ที่อัตราผลตอบแทน 5.90% ซึ่งในช่วงเวลานั้น มีสถาบันการเงินต่างชาติเข้าไปรับประกันการจำหน่ายหลายราย รวมถึง โกล์ดแมน แซกส์ มอร์แกน สแตนเลย์ และ คอยช์แบงก์

กระทั่งมีการเปิดโปงในเวลาต่อมาว่า โกลด์แมน แซกส์ ได้ใช้กลวิธีในการทำข้อตกลงสวอป โดยเริ่มต้นด้วยข้อตกลงสวอปอัตราแลกเปลี่ยนข้ามสกุลเงิน (Croos – Currency Swop) ออกโดยกรีซ มีทั้งสกุลเงินดอลลาร์ และเยน วงเงินรวมกัน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ จากนั้นจึงนำมาสวอปเป็นเงินยูโร ซึ่คำนวณโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนในอดีต ถือเป็นกลไกสำคัญที่มาช่วยทำให้หนี้ดูเหมือนลดลง และกรีซได้เงินทุนมาประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์

บ่วงกรรมของการใช้นิติกรรมอำพราง กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพของเศรษฐกิจกรีซอย่างรุนแรงอยู่ในขณะนี้ โดยที่ไม่มีใครรู้ชะตากรรมว่า ประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรปรายนี้ จะแปรสภาพเป็นชนวนก่อวิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งใหม่หรือไม่ หรือจะมีอัศวินม้าขาวมาปลดชนวนได้ทัน

จากกรณีศึกษาข้อมูลเบื้องต้น ท่านผู้อ่านพอจะวิเคราะห์ได้นะครับว่า ผลกระทบของเทคโนโลยี และจุดอ่อนที่เกิดจากการบริหารและการจัดการสารสนเทศ (Information Management) สามารถบิดเบือนข้อมูล รวมทั้งสร้างฐานะของบริษัท ให้แตกต่างไปจากความเป็นจริงได้อย่างมากมาย มีผลกระทบในทุกมุมมอง และในทุกระดับของการบริหารและการจัดการของทุกองค์กรทั่วโลกในปัจจุบัน

ท่านพร้อมหรือยังครับ กับการพัฒนาตนเองและผู้บริหารที่เกี่ยวข้องในองค์กรของท่านเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการ Accountability หรือ การแสดงความรับผิดและรับชอบตามหน้าที่ ๆ ได้รับมอบหมายตามผลงานที่เกิดขึ้น แม้จะไม่ได้ลงมือปฎิบัติด้วยตนเองก็ตาม ทั้งนี้เพื่อแสดงว่าได้ก้าวตามให้ทันเทคโนโลยีสารสนเทศ กับการบริหารความเสี่ยงเพื่อการจัดการที่ดี เพราะในบางองค์กรของไทย ขณะนี้ก็ยังมีปัญหาการบริหารและการจัดการกับกระบวนการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่สร้างปัญหาและความคลางแคลงใจ ในความน่าเชื่อถือได้ของข้อมูลทางการเงิน ให้กับผู้กำกับและผู้มีผลประโยชน์ร่วม

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในองค์กรที่มีการจัดโครงสร้างขององค์กรไม่เหมาะสม เช่น จัดให้มีผู้บริหารควบคุมระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบบัญชี ระบบการเงิน อยู่ภายใต้บุคคลคนเดียวกัน ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่จะก่อให้เกิดปัญหาการบิดเบือนข้อมูล การตบแต่งบัญชีทางเงิน และการทุจริต ที่จะมีผลกระทบต่อความสามารถในการควบคุมภายใน การบริหารความเสี่ยง การตรวจสอบ ที่มีผลต่อความเชื่อมั่นของผู้มีผลประโยชน์ร่วมเป็นอย่างมาก

 

เทคโนโลยีการบัญชี เครื่องมือทางการเงินกับการพัฒนา และกรณีศึกษา บ.เลห์แมน บราเธอร์ส (ต่อ)

ในครั้งก่อนผมได้เล่าถึงกรณีศึกษาของ บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส อดีตวาณิชธนกิจแถวหน้าของสหรัฐอเมริกา ที่ต้องล้มละลาย แต่ใช้เครื่องมือทางการบัญชี และวิธีการทางบัญชีตบแต่งข้อมูลทางการเงิน เพื่อบิดเบือนข้อมูลจากความเป็นจริง จนในภายหลังตรวจพบและได้สร้างความเสียหายให้กับระบบการเงินโลกเป็นอันมาก ซึ่งกรณีศึกษานี้เป็นตัวอย่างได้เป็นอย่างดีสำหรับคณะกรรมการ ผู้บริหาร ผู้ตรวจสอบ และผู้กำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเงินต่าง ๆ ถึงความสำคัญของการศึกษาเทคโนโลยีทางการบัญชี ทางการเงิน ทางการบริหาร การควบคุมและการตรวจสอบ

แต่เนื่องจากครั้งที่แล้วผมยังเล่าไม่จบ ซึ่งกรณีศึกษาของ เลห์แมนฯ นี้มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ และเป็นที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ผมจึงขอเล่าถึงเอกสารรายงานของวาลูกันที่อ้างอิง อีเมล์ที่เป็นหลักฐานในการตรวจสอบต่อนะครับ ในเอกสารรายงานของวาลูกันอ้างอิง อีเมล์ที่เป็นหลักฐานในการตรวสอบระบุถึง เรโป 105 ว่า ถูกใช้เพื่อการตบแต่งบัญชีสิ้นงวด (Window Dressing) ซึ่งถือเป็นกลวิธีทางบัญชีอย่างหนึ่ง ที่นิยมใช้ในหมู่กองทุน หรือบริษัทต่าง ๆ เพื่อทำให้ตัวเลขทางบัญชีดูดีขึ้นมา ด้วยมูลค่าหุ้นที่กองทุนหรือบริษัทนั้น ๆ ถืออยู่

การโต้ตอบทางอีเมล็ มีส่วนอย่างมากที่ทำให้เส้นทางการใช้ธุรกรรม “เรโป 105” ในหน่วยงานบางแห่งของ เลห์แมน บราเธอร์ส ในช่วยสิ้นไตรมาส เพื่อทำให้ตัวเลขบัญชีเป็นไปตามเป้าหมาย อาทิ ข้อความหนึ่ง ซึ่งถูกหยิบมาอ้างอิง คือ “เราอยู่ในสถานการณ์ที่หมดหวัง และผมต้องการจากคุณอีก 2 พันล้านดอลลาร์ ทั้งที่ผ่านการขายขาด และเรโป 105 ค่าใช้จ่ายไม่เป็นปัญหา เราจำเป็นต้องทำ” นี่เป็นอีเมล์ที่หัวหน้ากลุ่มตลาดสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง ภายในแผนกสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนคงที่ของ เลห์แมน เขียนไว้สั้น ๆ ก่อนสิ้นไตรมาสแรกของปี 2551

เลห์แมน บราเธอร์ส ได้รายงานฐานะการเงินของบริษัทในช่วงไตรมาสนั้นว่า มีสัดส่วนการก่อหนี้สุทธิอยู่ที่ 15.4 แต่วาลูกัสคำนวณว่า หากไม่มีการใช้ธุรกรรม เรโป 105 สัดส่วนการก่อหนี้สุทธิของ เลห์แมน บราเธอร์ส จะเพิ่มเป็น 17.3

อย่างไรก็ตาม เมื่อรอบระยะบัญชีใหม่เริ่มขึ้น และธุรกรรม เรโป 105 ที่เลห์แมน บราเธอร์ส มีภาระผูกพันอยู่ครบกำหนดซื้อคืน เลห์แมน บราเธอร์ส ต้องกู้ยืมเงินมา เพื่อซื้อคืนสินทรัพย์ดังกล่าว ส่งผลให้สัดส่วนการก่อหนี้ของบริษัทเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

เงื่อนปมสำคัญในข้อตกลง เรโป 105 ที่วาลูกัสตั้งข้อสังเกตเอาไว้ในรายงาน คือ เลห์แมน บราเธอร์ส ทำอย่างไรให้ธุรกรรมนี้ผ่านอุปสรรคสุดท้าย และสามารถลงบัญชีในรายการ “ขาย” ได้ เนื่องจากการทำบัญชีในลักษณะนี้ต้องขอความเห็นทางกฎหมายรับรองว่า เป็นข้อตกลงที่เกิดการขายจริง

รายงานของวาลูกัสชี้ว่า ปัญหาในขณะนั้น คือ เลห์แมน บราเธอร์ส ไม่สามารถขอความเห็นรับรองทางกฎหมายว่าเป็นการขายจริง จากนักกฎหมายในสหรัฐ (ขอให้ท่านโปรดใช้ดุลยพินิจ)

ดังนั้น ทุกข้อตกลง เรโป 105 ของเลห์แมนฯ ยังต้องอาศัยการดำเนิการผ่านหน่วยงานในลอนดอนของบริษัท ซึ่งที่นั่น เลห์แมน บราเธอร์ส สามารถขอความเห็นทางกฎหมายรับรองว่าเป็นการขายจริง จากบริษัทกฎหมาย “ลิงก์เลเตอร์ส” ภายใต้กฎหมายอังกฤษ (ขอให้ท่านโปรดใช้ดุลยพินิจ)

เมื่อมีชื่อถูกพาดพิง ลิงก์เลเตอร์ส ได้ทำเอกสารแถลงชี้แจงว่า รายงานของนายวาลูกัสไม่ได้สรุปว่า ความเห็นทางกฎหมายที่ให้ภายใต้กฎหมายอังกฤษเป็นสิ่งผิด หรือไม่เหมาะสม (ขอให้ท่านโปรดใช้ดุลยพินิจ ท่านผู้อ่านคิดอย่างไรครับเมื่อถึงตอนนี้ทั้งใน แง่มุมทางบัญชี แง่มุมทางกฎหมาย การบริหารความเสี่ยง การควบคุมภายใน การตรวจสอบ++)

อีกข้อสังเกตหนึ่งในกรณีการใช้ธุรกรรม เรโป 105 คือ เป็นธุรกรรมที่เกิดนอกสหรัฐ ด้วยเหตุนี้ คู่สัญญาในข้อตกลงจึงไม่มีสถาบันการเงินในสหรัฐเกี่ยวข้องเลย โดยในบรรดาคู่สัญญาของธุรกรรม เรโป ทั้ง 7 ราย มี คอยช์แบงก์ ของเยอรมณี บาร์เคลย์ส ของอังกฤษ และ มิตซูบิชิ ยูเอสเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป ของญี่ปุ่น รวมอยู่ด้วย

นายวาลูกัส ได้สรุปเอกสารรายงานตรวจสอบของเขาว่า หากพิจารณาจากพฤติกรรมดังกล่าว เท่ากับว่า เลห์แมน บราเธอร์ส อาจอยู่ในภาวะไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ตั้งแต่ 2 กันยายน 2551 เกือบ 2 อาทิตย์ ก่อนที่จะมีการยื่นล้มละลายอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 15 กันยายน ซึ่งครั้งนั้นได้สร้างความปั่นป่วนให้กับระบบการเงินโลก และเป็นแรงบวกทุบตลาดหุ้นดิ่งถล่มทลายไปทั่วทุกภูมิภาค

คงต้องขออภัยท่านผู้อ่านที่กำลังเพลิดเพลินไปกับการศึกษาเรื่องราวและใช้ดุลยพินิจ กรณีศึกษาของ บริษัท เลห์แมนนี้ เพราะรายละเอียดค่อนข้างเยอะเหลือเกิน ทำให้ผมคงต้องยกไปเล่าต่อในครั้งหน้า โปรดอย่าลืมติดตามต่อนะครับ

 

เทคโนโลยีการบัญชี เครื่องมือทางการเงินกับการพัฒนา และกรณีศึกษา บ.เลห์แมน บราเธอร์ส (ต่อ)

ต่อไปนี้คือตัวอย่าง และการไขปริศนาว่า ทำไม บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส ต้องล้มละลาย เพื่อใช้เป็น Lesson – Learned หรือกรณีศึกษาที่ดีสำหรับคณะกรรมการ ผู้บริหาร ผู้ตรวจสอบ และผู้กำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเงินต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การวิเคราะห์ความเสี่ยง และผลกระทบที่เกิดจากการบิดเบือนข้อมูลทางการเงิน รวมทั้งผลกระทบจาก Risk IT และ IT Risk ที่มีผลต่อ Business Risk ที่ผู้บริหารทุกระดับ และผู้ปฏิบัติควรเข้าใจและตระหนักถึงภัยจากกระบวนการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีปัญหา..

ขอให้ท่านผู้อ่านที่สนใจติดตามเรื่องนี้ได้อ่าน และใช้ดุลยพินิจในการวิเคราะห์ถึงความเสี่ยงตามที่ได้กล่าวข้างต้น เมื่อเทียบกับความเข้าใจที่ท่านมีอยู่ต่อ Technology Risk และ Process Risk ที่มีผลต่อ People Risk ซึ่งโดยรวม ๆ เรียกกันว่า Operational Risk ว่าท่านได้สนใจมุมมองที่จะกล่าวต่อไปนี้เมื่อเทียบกับกรณี การทุจริต ประมาณ 6 แสนล้านบาท เมื่อต้นปี 2551 ของธนาคาร Soc Gen ซึ่งเป็นธนาคารยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ของประเทศฝรั่งเศส ก็มีสาเหตุจากการตบแต่งข้อมูล และการบิดเบือนข้อมูล ที่ทำให้ผู้อ่านงบการเงิน และผู้วิเคราะห์งบการเงิน ที่เป็น Stakeholders ไม่อาจติดตามข้อเท็จจริงได้ จนกระทั่งความเสียหายครั้งมโหฬารได้เกิดขึ้นแล้ว

สาเหตุก็เกิดจากการใช้ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศไปบิดเบือนข้อมูลทางการเงิน และการบัญชี การรายงาน รวมทั้งการตรวจสอบที่ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือมีความรู้ไม่เท่าทันกับผลกระทบจาก Technology Risk หรือ Risk IT และ IT Risk ต่อ Business Risk นั่นเอง

ท่านได้ศึกษากรณี Soc Gen และได้นำไปลดช่องว่างที่สถาบันการเงินของท่าน อาจมีจุดอ่อนจากกระบวนการทำงาน และระบบงานประมาณ 20 กิจกรรมของความเสี่ยงแล้วหรือยังครับ

สำหรับกรณีของบริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส มีรายละเอียดจากการตรวจสอบ ปรากฏในรายงานของ นายแอนตัน วาลูกัส ผู้ตรวจสอบ ซึ่งได้รับคำแต่งตั้งจากศาลล้มละลาย ประเทศสหรัฐอเมริกา ให้ตรวจสอบพฤติกรรมที่ทำให้บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส ต้องล้มละลาย ดังนี้…

รายงานได้มีการเผยแพร่ผลการตรวจสอบการล้มละลายของ เลห์แมน บราเธอร์ส อดีตวาณิชธนกิจแถวหน้าของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีทางการเงิน การบัญชี และเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ ผสมผสานกัน เพื่อตบแต่งงบการเงินให้บิดเบือนไปจากความเป็นจริง

รายงานการตรวจสอบมีความหนาประมาณ 2,200 หน้า โดยผู้ตรวจสอบและทีมงานของแอนตัน วาลูกัส ได้เปิดเผยถึงกรณี บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส เผชิญกับภาวะล้มละลาย เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2551 จากพฤติกรรมที่น่าชวนสนเท่ห์ มีชื่อเรียกที่รับรู้กันเป็นการภายในว่า เรโป 105 (Repo 105) ได้ถูกตีแผ่ออกมา โดยกินเนื้อที่ในรายงานมากถึง 328

อะไรคือ เรโป 105 ที่ใช้ในการตบแต่งข้อมูลทางการบัญชี และการเงิน
ในเอกสารของนายวาลูกัสระบุว่า เลห์แมนฯ ใช้เครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี่ตบแต่งรายการบัญชีนอกงบดุล รู้จักกันภายในบริษัทว่า ธุรกรรม “เรโป 105” และ “เรโป 108” ซึ่งเป็นการโยกย้ายตราสารจำนวนหนึ่งออกไปจากงบดุลบัญชีชั่วคราว โดยปกติจะกินระยะเวลา ประมาณ 7 – 10 วัน และเครื่องมือดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างภาพที่ทำให้เข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับฐานะการเงินของบริษัท ในช่วงปลายปี 2550 และ 2551

โดยสรุป ข้อตกลงของ “เรโป” เป็นกลวิธีทางบัญชีที่ เลห์แมน บราเธอร์ส นำมาใช้ในรูปของข้อตกลงซื้อคืน เพื่อเปิดช่องให้สามารถแลกเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นเงินสดได้ชั่วคราว โดยวางโครงสร้างให้เหมือนเป็นการขาย เพื่อให้ดูเหมือนว่าความเสี่ยงจากการก่อหนี้ดังกล่าวได้หมดไปจากงบดุลและบัญชีของบริษัท

จริง ๆ แล้ว เลห์แมน บราเธอร์ส เริ่มใช้เครื่องมือนี้มาตั้งแต่ปี 2544 แต่เพิ่งมาใช้บ่อยครั้งในช่วยสิ้นปี 2550 และ จำนวนการใช้ธุรกรรมเรโป 105 มีปริมาณมากที่สุดในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2551 เพื่อช่วยผ่องถ่ายสินทรัพย์มูลค่าประมาณ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ออกไปจากงบดุลบัญชีของบริษัทเป็นการชั่วคราว

กรณีศึกษานี้ยังมีรายละเอียดอีกพอสมควร ขอได้โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ

 
https://www.amazon.com/Bikeroo-Oversized-Comfort-Comfortable-Replacement/dp/B07B646ZZY/