Posts Tagged "แพทริก พี. เกลซิงเกอร์ รองประธาน บ.อินเทล กับบทเรียนเรื่องการศึกษาและการพัฒนาความคิด"

แพทริก พี. เกลซิงเกอร์ รองประธานอาวุโส และหัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยี บริษัทอินเทลคอร์เปอเรชั่น (ซีทีโอ) ผู้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ของโลก กับบทเรียนเรื่องการศึกษาและการพัฒนาความคิด เพื่อความมั่นคงของชาติ

ในครั้งที่แล้ว ผมได้พูดถึงเรื่องของ นายมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง Facebook.com ที่โด่งดังกับบทเรียนเรื่องการศึกษา โดยเล่าว่า Mr. Mark Elliot Zuckerberg อายุ 26 ปี ได้ลาออกจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ทั้ง ๆ ที่เรียนไม่จบ แต่มีจิตนาการและความคิดที่สามารถสร้าง Facebook.com เป็นที่โด่งดังทั่วโลก และมีคนเข้าเว็บไซต์มากเป็นอันดับ 2 ของโลก และมีความร่ำรวย โดยมีเงินประมาณ 76,000 ล้านบาท ภายหลังก่อตั้ง Facebook.com มาประมาณ 6 ปี

เช่นเดียวกับกรณี นาย แพทริก พี. เกลซิงเกอร์ ซึ่งเริ่มทำงานกับอินเทล ตั้งแต่อายุ 18 ปี เขามีลักษณะเด่น คือ ฉลาด ทรนง และเชื่อมั่น รู้ตัวว่าตัวเองต้องการอะไร มีเป้าหมาย ขยัน และเก่งคอมพิวเตอร์ เขาเรียนหนังสือระดับปริญญาตรี ควบคู่ไปกับการทำงานที่อินเทลนี้ด้วย และต่อมาเขาก็เรียนจบปริญญาโท และปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด โดยบริษัทอินเทล ไม่ยอมให้เขาลาออก แต่ให้เขาเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยจนจบ และสัญญาว่าเขาจะได้รับสิ่งคุ้มค่า หากเขายังอยู่กับอินเทล

ทุกอย่างเป็นไปตามที่บริษัทอินเทลได้บอกไว้กับนายแพท โดยแพทได้รับตำแหน่งผู้จัดการที่คิดค้นชิปคอมพิวเตอร์ รุ่น 486 และยิ่งกว่านั้น ในวัยเพียง 32 ปี เขาก็ได้รับตำแหน่งรองประธาน ของบริษัทอินเทลคอร์เปอเรชั่น (ซีทีโอ) ที่อายุน้อยที่สุด ทุกวันนี้นายแพทเป็นคนหนึ่งที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอินเทล ความสำเร็จที่สำคัญยิ่งที่นายแพทได้เล่าให้ฟังก็คือ เขาได้ตัดสินใจเชื่อศรัทธาในพระคริสต์ เมื่ออายุ 18 ปี

บทเรียนจากเรื่องจริงข้างต้นนี้ นอกเหนือจากที่กล่าวในวรรคต้นแล้วก็คือ นายแพท เป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์ ที่เกิดจากจิตวิญญาณที่มีความเข้มแข็ง ซึ่งส่งผลต่อการมีจิตนาการที่ดี ที่ถูกต้อง และผลักดันให้เกิดความคิด และพฤติกรรมในการดำเนินการตามที่เขาตั้งใจไว้ จนเขาประสบความสำเร็จ ทั้งด้านหน้าที่การงาน ความมั่นคงทางการเงิน และความสำเร็จทางด้านครอบครัว เพราะลินดา ภรรยาของเขา ซึ่งแพทย์เคยบอกว่า มีความผิดปกติในการมีบุตรในตอนแรก สามารถมีบุตรให้กับเขาได้ถึง 4 คนในเวลาต่อมา

Lesson – Learned ดังกล่าว ท่านคิดว่ามาจากโชคชะตา หรือมาจากศรัทธาจากความเชื่อที่ถูกต้อง และส่งผลไปยังความคิด และจิตนาการ รวมทั้งการตัดสินใจที่ถูกต้อง

ดังนั้น หากเราต้องการก้าวหน้า เราจึงต้องกล้าคิด และพัฒนาทางความคิดอย่างเป็นกระบวนการ ตั้งแต่ในวัยเยาว์ ถึงแม้ท่านผ่านวัยเยาว์มาแล้ว ท่านก็สามารถนำกรณีศึกษาของ นายแพท และนายมาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก และนายบิล เกตต์ ซึ่งเป็นตำนานของความสำเร็จจากการสร้างจิตนาการ และความสำเร็จจากความคิดที่เป็นระบบเป็นสำคัญ

ตั้งใจจะจบตั้งแต่วรรคที่แล้วครับ แต่ขอแถมนิดนึงให้เป็นข้อคิดว่า ประเทศไทยเราในอดีต เมเปิลครอฟต์จัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีอันตรายในระดับการก่อความไม่สงบ ในอันดับที่ 20 กว่า ๆ เมื่อปี 2551 ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 11 เมื่อปี 2552 ถูกจัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่ 9 นับว่าเป็นประเทศที่มีอันตรายในระดับการก่อความไม่สงบของโลก

แล้วผู้บริหารของประเทศเรา ในด้านต่าง ๆ ในระดับรัฐบาล รวมทั้งทางด้านความมั่นคงคิดอย่างไรบ้างครับ เกี่ยวกับข่าวสารที่มาจากต่างประเทศชิ้นนี้ มีการติดตามเรื่องนี้กันอย่างไร มีการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ แผนกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับการยอมรับความเสี่ยง หรือกำหนดระดับความเสี่ยงว่า ประเทศไทยของเราจะถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีโอกาสเกิดการก่อความไม่สงบ อันดับที่เท่าไหร่ของโลกจึงจะยอมรับไม่ได้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และกระทบกระเทือนถึงความมั่นคงของประเทศ กระทบกระเทือนต่อความมั่งคงทางเศรษฐกิจ กระทบกระเทือนต่อการลงทุน กระทบต่อการท่องเที่ยว และการพัฒนาในทุกด้าน ++

ผมไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง และกำลังเป็นห่วงมากว่า ในกรณีที่ประเทศไทยเรายังขาดกระบวนการพัฒนาทางความคิดอย่างเป็นระบบ ยังขาดความเข้าใจในหลักการบริหารความเสี่ยง ทั้งระดับองค์กรและระดับประเทศที่น่าเชื่อถือได้อีกมาก และยังขาดวิสัยทัศน์ในแง่มุมต่าง ๆ ที่เป็นรูปธรรม ประเทศไทยในอนาคตจะเป็นเช่นไร

หากผู้บริหารในระดับประเทศ ไม่กำหนดทิศทางที่ชัดเจน ในมุมมองต่าง ๆ ของชาติ อย่างเช่น กรณีการยอมรับได้ หรือการยอมรับไม่ได้ของการถูกจัดระดับความเสี่ยงของชาติ จากสถาบันจัดอันดับประเภทนี้จากต่างชาติว่า เราควรกำหนด และ/หรือจัดการกับความเสี่ยงที่ถูกนานาชาติ มองประเทศเราว่าเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงจากการก่อความไม่สงบ ระดับที่ 9 ของโลกนั้น เราควรจัดการลดความเสี่ยงอย่างเป็นกระบวนการอย่างไร ในทุกมุมมองของกระบวนการบริหาร เพื่อลดระดับความเสี่ยงจากที่ได้เพิ่มตลอดมาในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา โดยอาจกำหนด และมีกระบวนการจัดการที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่ควรยอมรับระดับความเสี่ยงประเภทนี้ หรือถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความเสี่ยงในการก่อความไม่สงบที่สูงเกินกว่าระดับที่ 20 ของโลก (นั่นคือ อันดับที่ 1-19 เป็นความเสี่ยงที่ประเทศไทยยอมรับไม่ได้ ซึ่งต้องมีกระบวนการบริหารการจัดการที่ดีตามมาในทุกมุมมองตามหลักการของ GRC