Posts Tagged "COSO-ERM กับ ITG และ GRC กับการวิเคราะห์เพื่อสร้างสรรสาระ"

การบริหารการแบ่งสีกับความเห็นเชิงแนะนำของทูตเยอรมัน นายฮันส์ เอช. ชูมัคเกอร์

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับที่ 22038 วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2553 พาดหัวข่าวว่า “ทูตเมืองเบียร์ อนาถใจไทยแบ่งสี สอนมวยเตือนรัฐบาล อย่าเพาะศัตรูรอบบ้าน”

ทูตเมืองเบียร์ นายฮันส์ เอช. ชูมัคเกอร์ เอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทยให้ สอนรัฐบาลไทยอย่าสร้างศัตรูกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอาเซียน อนาถใจเห็นคนไทยแตกแยก ไม่เล่นการเมืองในสภา แต่ลงมาเล่นข้างถนน ชี้ทหารตัวการสำคัญสร้างปัญหา ลั่นประชาธิปไตยไม่เกิด ถ้าทหารยังแทรกแซง

นายฮันส์ เอช. ชูมัคเกอร์ ให้สัมภาษณ์ในนามส่วนตัว ภายหลังมอบป้ายความร่วมมือโครงการโรงเรียนความร่วมมือแห่งอนาคต แก่โรงเรียนเบญจมะมหาราช ถึงมุมมองต่อประเทศที่กำลังขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านว่า อยากให้มองดูกลุ่มประเทศยุโรปที่มีความเจริญรุ่งเรืองเพราะร่วมมือกัน จึงฝากถึงรัฐบาลไทยว่า จะอยู่เพียงลำพังประเทศเดียวไม่ได้ รัฐบาลไทยต้องแสวงหาความร่วมมือกับต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนอาเซียน

เอกอัครราชทูตเยอรมนี ประจำประเทศไทยกล่าวต่อว่า ไทยมีความพร้อมกว่าหลายประเทศ แต่น่าเสียใจที่คนในประเทศแตกแยกกัน ความแตกแยกจะฉุดให้ประเทศถอยหลัง ความเห็นแตกต่างทางการเมืองควรว่ากันในสภา ไม่ควรมาว่ากันบนถนน ในศตวรรษที่ 21 ทหารมีแต่ทำให้สังคมมีปัญหาและทหารมีแต่สร้างปัญหา การที่จะไม่ให้ทหารมายุ่งกับการเมือง ต้องทำให้ประชาชนเข้าใจและพัฒนาประชาธิปไตย โดยประชาชนจัดระบบด้วยตัวเอง ประชาธิปไตยจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อไม่มีการแทรกแซงจากทหาร

วิเคราะห์ข่าวข้างต้นตามแนวทางการบริหารความเสี่ยง ตามหลัก COSO – ERM (Enterprise Risk Management) ตามหลักการที่องค์กรทั่วโลกยอมรับ และใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ทั้งหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานเอกชน ก็จะพบว่า การบริหารความเสี่ยงระดับประเทศ ซึ่งต้องดำเนินการควบคู่กันไปกับ การกำกับดูแลกิจการที่ดี (CG – Governance และ ITG – IT Governance) ควบคู่กันไปกับการควบคุมภายในและการตรวจสอบ เพื่อให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ และนโยบายของประเทศนั้น มีเรื่องที่น่าจะปรับปรุงได้มากพอสมควร หากผู้บริหารของรัฐบาล ไม่ว่าจะในยุคใด สมัยใด จะนำหลักการบริหารจัดการองค์กรมาใช้กับการบริหารจัดการองค์กรระดับประเทศ

ข้อสำคัญก็คือ ประเทศไทยเราได้กำหนดวิสัยทัศน์ ซึ่งเป็นทิศทางการดำเนินงานของประเทศในระยะยาวว่า ประเทศไทย ควรเป็นเช่นใด เช่น ในอีก 10 ปีข้างหน้า ทางรัฐฯ และประชาชนทั่วไปทราบกันแล้วหรือยังว่า ทิศทางของประเทศไทย และจุดยืนที่ต้องการจะไปให้ถึงนั้นคืออะไร หากประเทศไทยขาดวิสัยทัศน์ เช่น การกำหนดว่า ในปี 2563 คือ “อีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่พัฒนา และเป็นประชาชนมีความสุข และมีความปรองดองเกิดขึ้นในประเทศอย่างยั่งยืนแล้ว” เป็นต้น

หากวิสัยทัศน์เป็นไปดังกล่าว และมีการกำหนดเป็นวิสัยทัศน์ของประเทศจริง รัฐบาลต้องมีนโยบาย และแผนงานระดับชาติ โดยมีกลยุทธ์ที่สนับสนุนอย่างชัดเจน ถึงทิศทางและแนวทางในการก้าวเดินไปสู่เป้าหมายดังกล่าว โดยมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน ทั้งในลักษณะ Lead Indicators และ Lack Indicators อีกทั้งต้องกำหนด กระทรวง ทบวง กรม ที่ต้องรับผิดชอบ ในการขับเคลื่อนไปสู่ทิศทางดังกล่าว อย่างเป็นเอกภาพ และเป็นบูรณาภาพ ตามหลักการ GRC คือ Governance + Risk Management + Compliance ซึ่งเป็นกรอบการบริหารที่ท้าทายภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ และภาคราชการอย่างมากในปัจจุบัน

ท่านที่สนใจลองติดตามอ่านในหัวข้อต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตามที่ปรากฎใน www.itgthailand.com นี้นะครับ

 

ตา กับ ตีน กับความแตกแยกของคนในชาติ และจิตสำนึกของการบริหารเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ ตามหลัก CG / GRC

ท่านผู้อ่านคงจะแปลกใจถึง หัวข้อของคำว่า ตา กับ ตีน ซึ่งเป็นบทกลอนที่ดีที่มีผู้แต่งขึ้น และผมขอนำมาอ้างถึงในครั้งนี้ เพื่อเป็นอุทธาหรณ์ของการบริหารและการจัดการแบบบูรณาการ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กรและประเทศชาติ ซึ่งเปรียบได้เสมือนหนึ่งร่างกายของมนุษย์ที่มีอวัยวะต่าง ๆ อันประกอบด้วย ตา กับ ตีน และอวัยวะอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ต่อมต่าง ๆ ไต ตับ หัวใจ หลอดเลือด สมอง ปอด ระบบประสาท กล้ามเนื้อ หู คอ จมูก ปาก ++ ประกอบกันเป็นร่างกายของมนุษย์ ที่อวัยวะทุกส่วนต่างก็ทำงานอย่างอิสระ แต่ต้องมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดอย่างแนบแน่น และแยกกันไม่ได้กับอวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เพื่อให้เกิดดุลยภาพที่ดี เพื่อให้เป็นบุคคลที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ที่ต้องทำงานแบบผสมผสานและแยกกันไม่ได้ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าอวัยวะทุกส่วนเป็น Interdependency

อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายที่ต้องทำงานสัมพันธ์กัน

คำว่า Interdependency ได้ใช้เป็นหลักในการบริหารองค์กรในภาพรวมที่ทุกหน่วยงาน แม้จะทำงานเป็นอิสระ ภายใต้โครงสร้างขององค์กร แต่ก็ต้องมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด และมีลักษณะเป็นหนึ่งเดียว เพื่อความแข็งแรงในการบริหารการจัดการ ซึ่งเปรียบได้เสมือนหนึ่งการบริหารประเทศ ที่ประกอบด้วยหลายหน่วยงาน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเงิน ด้านความมั่นคง ด้านการบริหารการจัดการ หากเป็นภาพของรัฐ ก็น่าจะได้แก่ การบริหารผ่านกระบวนการทางรัฐสภา ทางศาล ทางการปกครอง ++ นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการบริหารแบบบูรณาการ ตามที่ผมได้แสดงเป็นแผนภาพไว้ในครั้งก่อนนี้แล้ว

วันนี้ ผมได้อ่านข่าวหนังสือพิมพ์บางฉบับ ที่กล่าวถึงว่า ทุนนอกจ่อทิ้งมาบตาพุด และวิกฤติมาบตาพุด ลามไปถึงธุรกิจพัฒนาที่ดิน นิคม-เขต-สวนอุตสาหกรรม ย้ำชัดล่อแหลมต่อการลงทุนใหม่ หวั่นปิดฉาก ปิโตรเคมี เหล็ก โรงกลั่นในอีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งมีผลกระทบถึงทุนใหม่ หากยื้อนาน และมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นอย่างร้ายแรงของชาติ และมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนตามหลัก CG ของไทยอย่างชัดเจน

ซึ่งความสำคัญของการดูแลสิ่งแวดล้อมยังเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่การดูแลสังคมที่ประกอบด้วยกลุ่มต่าง ๆ ก็มีความสำคัญเช่นกัน ดังนั้น ดุลยภาพในการจัดการโดยรวม เป็นสิ่งที่รัฐจะต้องเป็นผู้นำในเรื่องนี้ และควรจะหาแนวทางจัดการอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะสายเกินไป

ตลอดจนข่าวที่ “ฮุน เซน” จะเชิญ “ทักษิณ” เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และบอกปัดส่งตัวกลับให้ไทย โดยอ้างสนธิสัญญาการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ที่เขียนไว้ชัดว่าถ้าเป็นคดีการเมืองไม่ต้องส่งกลับ และระบุปกป้อง “ทักษิณ” ว่าไม่ได้แทรกแซงการเมืองไทย ซึ่งนาย “อภิสิทธิ์” เตือน “ฮุน เซน” ให้คิดให้รอบคอบเรื่อง “ทักษิณ” ว่าเป็นผู้ใหญ่แล้วอย่าไปเป็นเบี้ยหรือเหยื่อให้ใคร อย่าเอาความสัมพันธ์และผลประโยชน์ประชาชนไปแลกกับคนคนเดียว โดยในรายละเอียด ท่านผู้อ่านคงได้ทราบจากข่าวในหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าใจหาย

ในช่วงเวลานี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 15 และการประชุมสุดยอดอาเซียนกับ 6 ประเทศคู่เจรจาที่ชะอำ – หัวหิน ระหว่างวันที่ 23 – 25 ตุลาคม นี้ เป็นการประชุมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาคมโลก หลังจากที่เคยล้มเหลวมาแล้ว ในการเป็นเจ้าภาพการประชุมแบบเดียวกับที่พัทยา เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา อาจทำให้เกิดเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ของโลก ที่มีประชากรรวมกันถึง 3.2 พันล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของประชากรโลก และเชื่อว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนอันสำคัญ ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยก้าวหน้าไปด้วย

ประเด็นสำคัญก็คือ การเมืองของประเทศไทยต้องมีความมั่นคง รัฐบาลต้องมีเสถียรภาพ ความยุติธรรมจะต้องจัดสรร และจัดให้มีให้กับคนในสังคมทุกกลุ่ม ตามหลักการของการบริหารและการจัดการบ้านเมืองที่ดี ซึ่งคนไทยทุกคนและทุกฝ่าย จะต้องเชื่อถือและปฏิบัติตามกติกาของสังคม และมีการปฏิบัติโดยเท่าเทียมกัน โดยไม่เห็นแก่พวกพ้อง แต่จะต้องเห็นประโยชน์ของชาติ และยอมรับกติกาประชาธิปไตย ที่มาจากคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่พิจารณาว่าเป็นหลักการสากล ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก

นายกมาร์คจับมือกับฮุนเซน

นอกจากนั้น ในปัจจุบันมีข่าวต่าง ๆ มากมายที่เกี่ยวข้องกับความรัก ความสามัคคีของคนในชาติ ที่มีการบริหารงานแบบบูรณาการ ต้องยึดมั่นในกติกา กฎหมาย ข้อบังคับ ของสังคมในชาติ ก็มีข่าวแปลก ๆ ในเรื่องของการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นข่าวไม่น่าสบายใจเกิดขึ้นในสังคมมาโดยตลอด ส่วนหนึ่งเกิดจากการรักพวกพ้อง ผสมผสานกับความรักในการปฏิบัติตามกติกาในสังคมที่ไม่ลงตัว และไม่ได้ดุลยภาพของคนในองค์กร ที่อาจจะมีตัวอย่างที่ไม่น่าปฏิบัติตามในหลายเรื่องของคนในชาติ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

หากเราไม่สนใจผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก ก็คงไม่เดือนร้อนในผลกระทบที่ตามมาในอนาคต ผมจึงขอนำอุปมาและอุปมัย ซึ่งเป็นอุทธาหรณ์ที่ดีและเป็นเรื่องเตือนใจให้คนในสังคมได้ตระหนัก ถึงการปฏิบัติต่อชนชาติในสังคมที่เป็นธรรม ซึ่งจะเป็นที่มาอย่างสำคัญยิ่งของความสมัครสมานสามัคคีในชาติ โดยไม่ต้องให้ชาวต่างชาติมาวิจารณ์ในเรื่องความเป็นธรรม หรือความไม่ถูกต้องในการปฏิบัติในแง่มุมต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่ไม่เป็นผลดีต่อสังคมในชาติ

ต่อไปนี้คือข้อเตือนใจเรื่อง ตา กับ ตีน ซึ่งขอให้ท่านผู้อ่านลองพิจารณาดูนะครับว่า อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายจำนวนมาก ซึ่งจะต้องทำงานด้วยกันเพื่อจะขับเคลื่อนร่างกายให้เป็นปกติ หากอวัยวะหนึ่งอวัยวะใดมีปัญหา อวัยวะอื่นก็จะมีปัญหาตามไปด้วย เพียงแค่ ตา กับ ตีน ในบริบทนี้ เพียง 2 อวัยวะ ก็พาให้ร่างกาย ซึ่งเปรียบเสมือนองค์กรหรือประเทศชาติ ต้องพินาศ ก็น่าจะช่วยเป็นเครื่องเตือนใจให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในการหาทางออกเพื่อความปรองดอง และเพื่อความอยู่รอดของสังคมในประเทศไทยนะครับ

อุปมา-อุปมัย / นิทานเรื่อง ตา กับ ตีน เพื่อสร้างความรัก ความสามัคคี เพื่อความอยู่รอดของสังคม และประเทศชาติโดยรวม

ท่านผู้อ่านครับ นิทานหรืออาจจะเรียกว่า อุปมา-อุปมัย เรื่อง ตา กับ ตีน ข้างต้น น่าจะเป็นอุทธาหรณ์สอนใจ ก่อให้เกิดจิตสำนึกของคนในสังคม และคนในชาติไทย ที่จะช่วยกันประคับประคอง สร้างความเข้าใจและความปรองดองในชาติให้เกิดขึ้นให้จงได้ มิฉะนั้น ประเทศไทยของเราคงจะถอยหลังไปอีกไกลแสนไกล

เนื่องจากการขาดความสามัคคีของคนในสังคม ในประเทศ และการเอาชนะซึ่งกันและกัน โดยพิจารณามุมมองและเป้าหมายของตนเอง และเป้าหมายของกลุ่มเป็นหลัก โดยไม่ได้พิจารณาความผิด หรือการกระทำที่ไม่ถูกต้องในมุมมองต่าง ๆ ที่กลุ่มหรือตนเองได้กระทำขึ้น แต่กลับมองในมุมมองที่จะเอาชนะซึ่งกันและกัน โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของชนในชาติ และกล่าวโทษความผิดกันไปมา และไม่รู้จักอภัยซึ่งกันและกัน จะทำให้ประเทศไทยขาดความเชื่อมั่น และความน่าเชื่อถือต่อคนสังคมในชาติ และสังคมระหว่างประเทศ อย่างอยากที่จะแก้ไข

จากนิทานเรื่อง ตา กับ ตีน ซึ่งเป็นอวัยวะเพียง 2 ส่วน และอาจเปรียบเทียบได้ว่าเป็น กลุ่ม 2 กลุ่มในสังคมที่มีความเห็นแตกต่างกัน ยังพาองค์กรและประเทศ ซึ่งเปรียบเสมือนร่างกายของเราเอง จนถึงความตายได้ตามบทเรียนข้างต้นนั้น ท่านผู้อ่านลองพิจารณาดูว่า ร่างกายของคนเรานั้น ประกอบด้วยอวัยวะต่าง ๆ มากมายเพียงใด หากจับคู่ จับกลุ่มตีกัน โดยยึดมั่นเป้าหมายของตน แทนเป้าหมายของประเทศชาติ และสังคม จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยที่รักของเราครับ

ขณะที่เขียนเรื่องนี้ ก็ยังปรากฎข่าวทางทีวี กันครึกโครมว่า แหล่งข่าวต่างประเทศได้ตีพิมพ์ และออกข่าววิวาทะ ระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทย คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับนายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา ในเรื่องเกี่ยวกับการให้ความเป็นธรรมและมุมมองที่แตกต่างกันของอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย คือ คุณทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นเรื่องที่ลามปามข้ามชาติไปแล้วครับ

ผมคงไม่อาจพูดได้ว่า ใครผิดหรือใครถูก เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นมาถึงประเทศไทย และความเชื่อมั่นของประเทศไทยโดยรวมไปแล้ว ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า เราจะแก้ไขปัญหาความแตกแยกที่หยั่งลึกไปในสังคมของชาติอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนได้อย่างไร และจะเริ่มโดยใคร ใครควรเป็นเจ้าภาพของงานใหญ่โตนี้ และควรจะมีจิตสำนึกถึงผลลัพธ์ที่ควรพิจารณาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง กันแบบใดดี…

ผมตั้งใจจะจบข้อเขียนเพียงวรรคสุดท้ายข้างต้นนั้น แต่เมื่อพิจารณาว่า หากจะออกความเห็นเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ก็น่าจะเป็นประโยชน์เพิ่มขึ้น จึงขอออกความเห็นเพิ่มเติมดังนี้

1. การแก้ไขปัญหา และการสร้างความปรองดองของชาติ ต้องเริ่มต้นที่เป้าประสงค์ โดยมีผลประโยชน์ของประเทศชาติ และสังคมโดยรวมเป็นสำคัญ และหลีกเลี่ยงอคติทั้งมวลที่มีอยู่ หลีกเลี่ยงการนำความเกลียด ความกลัว ความเห็นแก่ตัว ความเห็นแก่พวกพ้อง ความอาฆาตมาดร้าย ความคิดในการแก้แค้น ++

2. ร่วมกันให้คำจำกัดความ หรือความหมายของคำว่า ผลประโยชน์ของชาติและสังคมโดยรวม เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ว่าหมายถึงอะไรกันแน่ ครอบคลุมและมีขอบเขตเพียงใด เพราะหากคำจำกัดความ หรือความหมายต่างกันแล้ว การดำเนินงานใด ๆ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติก็จะเบี่ยงเบนไปจากเป้าประสงค์หลักได้

เรื่องนี้มีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับแนวความคิดทางด้านจริยธรรม และจรรยาบรรณ ซึ่งมาจากจิตสำนึกผิดชอบ หรือความคิดผิดถูกที่มาจากส่วนบุคคล และมาจากแนวความคิดของ Business Ethics ที่ใช้เป็นคำถามเพื่อหาคำตอบของการตัดสินใจว่า ผิดหรือถูก ดังต่อไปนี้

หากตกลงกันในเรื่องผลประโยชน์ของชาติ และหาคำจำกัดความที่ตรงกันไม่ได้ ในบรรดาผู้บริหารของประเทศที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กันในลักษณะที่มีเป้าประสงค์แตกต่างกันอย่างยิ่งนั้น การก้าวเดินเพื่อแก้ไขหรือจัดการกับปัญหา ความสามัคคีของคนในชาติก็คงเกิดขึ้นได้ยากนะครับ

คงจะจำได้นะครับว่า ผมเคยพูดถึงการกำหนดเป้าประสงค์ในระดับต่าง ๆ ต้องใช้หลัก SMART เป็นสำคัญ หากเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ไม่เป็นไปตามหลักการ SMART ก็จะทำให้กลยุทธ์และการดำเนินการต่าง ๆ ในการก้าวสู่วัตถุประสงค์เป็นไปไม่ได้..

 

ดุลยภาพหรือความพอดีในกระบวนการจัดการ หมายถึงความยั่งยืนตามหลักการของ Corporate Governance ที่ต้องการสร้างความเป็นธรรมในการจัดการกับบุคคลทุกฝ่าย

ครั้งที่แล้ว ผมได้พูดถึงดุลยภาพทางด้านนโยบายของผู้กำกับ หรือหน่วยงานของรัฐ ซึ่งใช้ในการควบคุม หรือกำหนดทิศทางในการดำเนินงานของหน่วยงานภายใต้สังกัด และได้ให้ข้อสังเกตว่า นโยบายที่รัฐหรือผู้กำกับกำหนดในหลาย ๆ ครั้งนั้น ไม่ได้ดุลยภาพ หรือความพอดี ในแนวทางการกำกับ ซึ่งอาจพิจารณาได้ว่า เป็นความไม่ตั้งใจ เพราะพิจารณามุมมองของนโยบายที่เน้นด้านหนึ่งด้านใดเป็นการเฉพาะ แต่ไม่ได้เน้นหรือพิจารณามุมมองอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเหมาะสมหรือความเพียงพอของการใช้ทรัพยากรในอนาคต

ในกรณีที่เกิดความเสียหาย ในระดับที่ไม่อาจยอมรับได้ ก็น่าจะแสดงว่า นโยบายนั้นไม่ชัดเจน หรือคลุมเครือ ทำให้ผู้ที่ปฏิบัติ รวมทั้งรัฐเสียหายได้ในที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็อาจพิจารณาได้ว่า ผู้กำกับหรือนโยบายที่รัฐหรือแม้กระทั่งหน่วยงานเอกชนได้ออกไปเพื่อกำหนดทิศทางในการดำเนินงานนั้น คณะกรรมการและผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจ ไม่ได้คำนึงถึงกระบวนการบริหารความเสี่ยง ตามหลักการของ COSO – Enterprise Risk Management (ERM) ซึ่งเป็นกรอบมาตรฐานหรือแนวการปฏิบัติที่ดี ในกรณีนี้ก็คือ การไม่ได้กำหนดระดับความเสี่ยงหรือความเสียหายที่ยอมรับได้ (Risk Appetite / Risk Tolerance) ซึ่งยังเป็นเรื่องใหม่อยู่มากสำหรับผู้นำในภาครัฐและภาคเอกชนในหลายหน่วยงาน

Enterprise Governance Drives IT Governance and GRC

การที่หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานความมั่นคง หน่วยงานของเอกชน ไม่ได้กำหนดระดับความเสี่ยง หรือระดับความเสียหายที่ยอมรับได้อย่างเป็นกระบวนการ แสดงได้ในเบื้องต้นว่า กระบวนการบริหารและการจัดการมีจดอ่อนอย่างมีนัยสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับ Strategic Risk + Operational Risk + Reporting and Financial Risk และ Compliance Risk ซึ่งนำมาสู่การบริหารที่ด้อยประสิทธิภาพ และด้อยประสิทธิผลในกระบวนการดำเนินงานที่ถ่ายทอดมาเป็นแผนปฏิบัติ ในหน่วยงานปฏิบัติภาคสนามที่เกี่ยวข้อง

ผมจะมีตัวอย่างเรื่องราวเหล่านี้มากมาย ที่จะสะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อนของผู้นำหรือผู้บริหารในระดับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ในวันนี้เพียงแต่จะขอพูดถึงเรื่อง การที่มีหน่วยงานกำกับได้มาแนะนำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย เปลี่ยนแปลงและลดการควบคุมหนี้จัดชั้น หรือหลักเกณฑ์ในการพิจารณาสินเชื่อที่จะก่อให้เกิด NPL ในอนาคต เพียงเพื่อให้ทางสถาบันการเงินลดภาระในการกันเงินสำรองตามหลักเกณ์ฑของ ธปท. ทั้ง ๆ ที่ไม่ช่วยให้คุณภาพของลูกหนี้ดีขึ้น แต่จะเป็นการหมกเม็ดปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งในที่สุดแล้วก็เกิด NPL หากองค์ประกอบอื่นยังอยู่ในสภาพคงที่ต่อไปเหมือนเดิม

ข้อสำคัญในสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ดูแลทางด้านความมั่นคงโดยรวมนั้น ก็อยู่ภายใต้กรอบการกำกับและแนวทางในการควบคุมสถาบันการเงิน โดยหน่วยงานกำกับสากลที่มีหลักเกณฑ์บังคับและใช้เป็นแนวทางที่จะให้ธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ ปฏิบัติตาม เช่น การใช้แนวทาง Basel II เพื่อให้แน่ใจถึงคุณภาพการดำเนินงานของสถาบันการเงินในมุมมองต่าง ๆ ซึ่งไม่อาจกล่าวได้ทั้งหมดในที่นี้

IT Governance Focus on 5 Areas

ข้อความข้างต้นอาจจะไม่ถูกทั้งหมดนะครับ เพราะในหลาย ๆ กรณี ผู้กำกับก็รู้ดีถึงความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น ส่วนจะอยู่ในอัตราที่ยอมรับได้หรือไม่นั้น (การกำหนด Risk Appetite) ยังไม่ต้องคำนึงถึงใน ณ ที่นี้ เพราะส่วนใหญ่ไม่มีการพิจารณา เนื่องจากเป็นจุดอ่อนหรือช่องเปิดของความเสียหายในกระบวนการจัดการ หรือกระบวนการกำกับของบางหน่วยงานอยู่แล้ว แต่เป็นเพียงกลยุทธ์พื้นฐาน เพื่อให้เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้บริหารของหน่วยงานที่ต้องปฏิบัติ หรือเป็นหน่วยงานที่เรียกว่าเป็น Operator ที่ต้องกำหนดแนวทางในการจัดการกับความเสี่ยงในรูปแบบต่าง ๆ ตามลำพัง

ดังนั้น ดุลยภาพของนโยบายและดุลยภาพในการควบคุมระดับต่าง ๆ ต้องการความเข้าใจจริง ของผู้นำและผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบ และภาระที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ที่ควรจะอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ นั่นคือ กระบวนการบริหารการจัดการที่ดี จะต้องมีการกำหนดระดับความเสี่ยงหรือความเสียหายที่ยอมรับได้ ตั้งแต่ระดับบนที่ถ่ายทอดลงมาถึงระดับปฏิบัติการ ที่เป็นรูปธรรม ปฏิบัติได้ ภายใต้กรอบและเป้าหมายที่กำหนดไว้ชัดเจนตามหลักของ SMART ตามที่ได้เคยกล่าวและอธิบายมาแล้ว

 

ดุลยภาพทางด้านนโยบาย ความมั่นคง และดุลยภาพทางเศรษฐกิจ การเงิน กับการบริหารความเสี่ยง

จากข่าวหนังสือพิมพ์ประชาชาติ ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 10 – วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2552 ฉบับที่ 4139 (3339) หน้าแรกที่พาดหัวข่าวเกี่ยวกับเรื่องวิกฤตส่งออกขาดคน 5 หมื่น ลูกจ้างเมินโรงงาน-อุตฯ หวั่นสูญออเดอร์

จากปัญหาเศรษฐกิจและการเงินของโลกที่มีผลกระทบต่อประเทศไทยในทุกอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ทำให้พนักงานที่กินเงินเดือนต้องถูกพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานประจำ มารับเงินชดเชยตกงานจากรัฐ ซึ่งเป็นสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับการประกันสังคม หากผู้บริหารหรือรัฐบาลไม่พิจารณาความยั่งยืนในระยะยาวของเงินกองทุนประกันสังคมของประเทศแล้ว ค่อนข้างเป็นที่แน่นอนว่า เงินกองทุนนี้คงจะต้องอาศัยการอุดหนุนจากรัฐบาลหรือเป็นภาระของรัฐบาลมากขึ้นเป็นแน่

ทั้งนี้เพราะรัฐบาลพยายามให้ความช่วยเหลือประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ มากขึ้น รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลพนักงาน ของผู้ประกันตนเพิ่มเติมจากเดิมซึ่งรัฐไม่มีภาระในเรื่องนี้ ถึงแม้ในมุมมองของประชาชนส่วนใหญ่ที่อยู่ในขอบเขตของการประกันตน จะได้รับประโยชน์มากขึ้น และเป็นสิ่งดีนั้น ผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงต้องมองภาพในระยะยาวภาพหนึ่งนั่นก็คือ ความมั่นคงและความยั่งยืนของเงินกองทุนจากภาระที่เพิ่มขึ้น

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้แรงงานส่วนหนึ่งที่พ้นจากสภาพการเป็นพนักงานประจำในช่วงที่ประเทศมีปัญหาเศรษฐกิจและได้รับเงินชดเชยจากภาครัฐ เป็นเวลา 8 เดือน ไม่สนใจที่จะสมัครงานในภาคอุตสาหกรรมส่งออก ทั้งที่ในภาคอุตสาหกรรมส่งออกขณะนี้มีแนวโน้มที่เป็นสัญญาณในการเติบโต จากการมีออเดอร์สั่งสินค้าจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นทำให้พนักงานไม่กลับเข้าไปสมัครงาน จึงเกิดปัญหาขาดแรงงาน ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นปัญหาที่รัฐต้องให้ความสนใจในการบริหารดุลยภาพในการจัดการ และความพอดีในการชดเชยการตกงานจากภาครัฐ

ปัญหาดุลยภาพในการจัดการตั้งแต่ระดับนโยบาย กลยุทธ์และแผนการดำเนินงานต่าง ๆ เป็นปัญหาสำคัญ ซึ่งต้องการวิสัยทัศน์จากการมองการณ์ไกลของผู้บริหารระดับสูงเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพราะ หากแรงงานส่วนหนึ่ง และเป็นแรงงานที่สำคัญพึงพอใจอย่างยิ่งกับรัฐสวัสดิการ มากกว่าการทำงานแล้วละก็ ย่อมแสดงให้เห็นชัดเจนว่าน่าจะมีปัญหาเรื่องดุลยภาพหรือความพอดีในการดำเนินการและจัดการในองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจ การเงิน และอตุสาหกรรม รวมทั้งรายได้ประชาชาติ และระดับการแข่งขันโดยรวมของประเทศในอนาคต

สเถียรภาพในทุกมุมมอง ตั้งแต่ระดับประเทศไปถึงระดับหน่วยงาน และผู้ปฏิบัติงานต้องการความเข้าใจในหลักการของ Governance  ทั้ง 4  ที่เชื่อมโยงไปยัง IT Governance  และหลักการบริหารความเสี่ยงในระดับประเทศ ระดับองค์กรที่เป็นรูปธรรม

จากรายงานขีดความสามารถของ World Economic Forum : WEF ประเทศไทยตกอันดับการแข่งขันระหว่างประเทศต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 2 จาก 30 อันดับแรก มาอยู่ที่อันดับที่ 36 จากทั้งหมด 133 ประเทศ ด้วยสาเหตุต่าง ๆ ทั้งทางการเมือง และเศรษฐกิจ

ทั้งนี้นอกจากจะเป็นประเด็นการเมือง และเศรษฐกิจของประเทศและของโลกแล้ว ก็ยังมีปัญหาที่สำคัญยิ่งที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ก็คือการขาดดุลยภาพในการจัดการในมุมมองต่าง ๆ

ซึ่งอาจยกตัวอย่างดุลยภาพในการบริหารจัดการนโยบายทางด้านสินเชื่อจากภาครัฐ ที่กำหนดนโยบายให้กับธนาคารในภาครัฐ และภาคเอกชน ให้เร่งรัดในการปล่อยสินเชื่อเป็นกรณีเร่งด่วนให้กับธุรกิจ SME ถึงแม้จะเป็นเรื่องดี แต่การกำหนดให้ปล่อยสินเชื่อ บางธนาคารสูงถึง 30,000 – 50,000 ล้านบาทต่อปี/ธนาคาร โดยไม่กำหนดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เช่น NPL ที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะธนาคารที่รัฐเป็นเจ้าของ ในอนาคตก็จะเกิด NPL หรือหนี้เสีย จำนวนเกินกว่าที่จะยอมรับได้ เช่นที่เคยเกิดขึ้นแล้วในหลายธนาคาร และบางธนาคารของรัฐมี NPL สูงถึงร้อยละ 50 – 60 ของสินเชื่อที่ได้ปล่อยไปในปีที่ผ่าน ๆ มา และหากไม่รวมการปล่อยสินเชื่อใหม่ ซึ่งเป็นการเพิ่มฐานสินเชื่อโดยรวม และนำไปเปรียบเทียบกับ NPL ในปีก่อนหน้านี้ ทำให้ NPL ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

ดังนั้น หากมีการกำหนดนโยบายที่ได้ดุลยภาพในเรื่องการปล่อยสินเชื่อดังตัวอย่างข้างต้นก็คือ การกำหนดจำนวนสินเชื่อที่ธนาคารของรัฐพึงจะให้กับ SME คู่กับการกำหนดระดับความสูญเสียหรือ NPL ที่ยอมรับได้ เช่น ไม่เกินกว่าร้อยละ 10 – 15 ของสินเชื่อที่ปล่อยในแต่ละปี ซึ่งก็พิจารณาได้ว่าอยู่ในอัตราที่สูงมากแล้วอย่างเหมาะสม

นอกจากตัวอย่างนโยบายการปล่อยสินเชื่อของธนาคารภาครัฐที่ควรคู่กับการกำหนดระดับ NPL ที่เหมาะสม (Risk Appetite / Risk Tolerance) แล้ว ดุลยภาพในการจัดการเรื่องอื่น ๆ หน่วยงานกำกับและผู้บริหารที่เกี่ยวข้องควรกำหนดดุลยภาพในการจัดการ โดยคำนึงถึงผลกระทบในทางที่ไม่ต้องการในระยะยาวอย่างเหมาะสม ก็จะทำให้เกิดแนวคิดดุลยภาพในการบริหารจัดการที่ดีภายใต้หลักการ Corporate Governace ได้

ความมั่นคงทางการเมือง และความมั่นคงของรัฐ (Public Governance) ซึ่งเกี่ยวข้องกับ Corporate Governance และ Global Governance และ Social Governance อย่างแยกกันไม่ได้ โดยมีแนวทางการบริหารความเสี่ยงเข้ามาเป็นกลไกในการขับเคลื่อนในทุกมุมมองตามหลักการใหญ่ ทั้ง 4 Governance นั้น ต้องการความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และนำไปปฏิบัติจริงของผู้นำ ทั้งในระดับประเทศ ในระดับองค์กร และหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่มีหลักข้อหนึ่งที่สำคัญยิ่งก็คือ หลักความโปร่งใสและความเป็นธรรม หลักการปฏิบัติโดยเท่าเทียมกัน หลักการเติบโตอย่างยั่งยืน หลักการของการพัฒนาความรู้ความสามารถและความรับผิดชอบในทุกระดับ หลักการส่งเสริมให้มีการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล และ Best Practice รวมทั้งการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมให้เกิดบรรยากาศที่สร้างความเชื่อมั่นในทุกกลุ่มภายในประเทศ ซึ่งจะมีผลต่อความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ และนำความสำเร็จจากความเชื่อมั่นนั้น มาเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในมุมมองต่าง ๆ ต่อไป

ในครั้งต่อไป ผมจะลองมาวิเคราะห์ดุลยภาพในการบริหารและการจัดการ Core Banking System – CBS ที่มีปัญหาค่อนข้างมากในวงการธนาคารภาครัฐที่เป็นบ่อเกิดสำคัญของประสิทธิผล ประสิทธิภาพในการจัดการที่มีความสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จในการบริหาร ในมุมมองต่าง ๆ ตามหลัก Balanced Score Card

นอกจากนี้ก็คงจะพูดถึงดุลยภาพในการจัดการ การควบคุมความเสี่ยง การติดตามและการตรวจสอบตามฐานความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ IT และ Non – IT โดยเฉพาะอย่างยิ่งดุลยภาพในการจัดการ Business Process ที่ขับเคลื่อน Business Objective ที่เกี่ยวข้องกับ IT Governance ภายใต้ร่มใหญ่ของ Corporate Governance ในมุมมองต่าง ๆ ของ การวางแผนและการจัดการองค์กร (Planning & Organization-PO) การจัดหาและการนำระบบงานออกใช้จริง (Acquisition & Implementation-AI) การจัดการและการบำรุงรักษาระบบงาน (Delivery & Support-DS) รวมทั้งการติดตามและการวิเคราะห์กระบวนการจัดการในภาพโดยรวม (Monitor & Evaluate-ME) ในบางมุมมอง

 

ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ หรือ Risk Appetite และ Risk Tolerance กับการตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ที่แสมสาน สัตหีบ และการตัดสินใจของรัฐบาล

เมื่อวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2552 ผมมีโอกาสได้ไปรับฟังการบรรยายของท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่โรงแรมแอทธินี ซึ่งจัดโดยสมาคมส่งเสริมกรรมการไทย หรือ IOD ท่านได้พูดตอนหนึ่งว่า จะให้การสนับสนุนให้มีการตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ ที่จมน้ำมาประมาณ 17 ปี ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนว่าข้างในตู้คอนเทนเนอร์จะเป็นอะไร เช่น เป็นซากศพ เป็นสารพิษหนัก หรืออะไรกันแน่นั้น ท่านนายกได้สรุปว่า เพื่อความโปร่งใสในเรื่องนี้ ท่านจะให้มีการดำเนินการตรวจสอบสิ่งที่อยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ต่อไป

แนวความคิดนี้ หลายท่านก็คงถูกใจ หลายท่านก็อาจเป็นห่วง มุมมองของความคิดและการพิจารณาในเรื่องนี้ก็คือ การเน้นความโปร่งใสที่จะต้องมีการตรวจสอบได้ตามหลักการของ Corporate Governance ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีและเป็นที่ยอมรับกันอย่างเป็นสากล

อย่างไรก็ดี แนวความคิดในการตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ ควรอยู่ภายใต้กรอบของความเสี่ยงที่ประเทศและสังคมยอมรับได้ นั่นคือ ทางการหรือผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้ ควรจะได้กำหนดระดับความเสี่ยงของการตรวจสอบตู้นี้ให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานในการดำเนินงานและการตัดสินใจและใช้ดุลยพินิจของผู้ดำเนินการในทุกระดับที่เกี่ยวข้อง นั่นคือ หากเป็นสารพิษที่เป็นโลหะหนัก ที่จะมีพิษยาวนานประมาณ 30 – 40 ปี และหากพิษนั้นรั่วไหลออกมาสู่ทะเล จะเกิดปัญหาที่คาดไม่ถึงและยอมรับไม่ได้ต่อสภาพแวดล้อม ต่อสังคม ต่อการท่องเที่ยว ต่อสาธารณสุขของประชาชน รวมทั้งความไว้วางใจได้ของมวลชนทั้งในและต่างประเทศเพียงใด

ในเรื่องนี้ ถ้าไม่มีกรอบ ผลกระทบของความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความเสียหายได้ในระดับประเทศ ในระดับชุมชนที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ที่สามารถวัด ประเมินผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็ยังไม่ควรดำเนินการจนกว่าผู้ที่เกี่ยวข้องจะได้กำหนด Risk Appetite ให้ชัดเจน และกำหนดแนวทางขั้นตอนในการดำเนินงานที่เหมาะสม หากเข้าใจว่าเป็นสารพิษที่เป็นโลหะหนัก ผลกระทบที่เกิดขึ้นในมุมมองต่าง ๆ จะเป็นเช่นใด ยอมรับได้หรือไม่ เช่น ถ้ามีคนตาย อันเกิดจากสารพิษในภายหลัง 1 คน หรือ 5 คน หรือ 10 คน หรือมากกว่านั้น ยอมรับให้มีการตรวจสอบในเชิงลึกได้หรือไม่ หากสภาพแวดล้อมต้องเสียหาย น้ำทะเลในแถบนั้นเป็นพิษ และมีผลกระทบต่อระบบนิเวศของสัตว์และพืช รวมทั้งประชาชนในวงกว้าง ผู้ที่เกี่ยวข้องควรจะใช้ดุลยพินิจอย่างไร ++

ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ระดับประเทศหรือระดับองค์กร หรือระดับการปฏิบัติงาน

ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ระดับประเทศหรือระดับองค์กร หรือระดับการปฏิบัติงาน

แน่นอนว่าหากไม่มีการกำหนดกรอบผลกระทบซึ่งเป็นความเสี่ยงและความเสียหายที่ยอมรับได้ ที่เรียกกันติดปากว่า Risk Appetite ใช้ชัดเจน ก็เปรียบเสมือนกับการกำหนดเป้าหมายที่ไม่เข้าหลักการ SMART ก็จะมีปัญหาเรื่องการปฏิบัติการเช่นกัน เพราะหากเป้าหมายไม่ชัดเจน Risk Appetite และขั้นตอนในการดำเนินงานต่าง ๆ ของการสำรวจตู้คอนเทนเนอร์ก็จะไม่ชัดเจนตามไปด้วย เป็นต้น

วันนี้ผมจะพูดถึงเรื่องระดับความเสี่ยงที่ประเทศหรือองค์กรยอมรับได้ (Risk Appetite) เพื่อเชื่อมไปสู่โครงการสำรวจตู้คอนเทนเนอร์ตามที่กล่าวข้างต้น ดังนี้

ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ หรือ Risk Appetite ก็คือ ระดับความเสี่ยงที่สามารถกำหนดได้ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ที่เข้าใจตรงกันในระดับประเทศหรือองค์กร หรือโครงการ เช่น โครงการสำรวจตู้คอนเทนเนอร์ที่แสมสาน เป็นต้น

คำจำกัดความ Risk Appetite

คำจำกัดความ Risk Appetite

เราลองมาช่วยกันตั้งคำถาม เพื่อพิจารณาถึงระดับความเสี่ยงโดยทั่วไปที่องค์กรยอมรับได้ แต่ ณ ที่นี้ ผมจะพยายามพูดถึงความเสี่ยงของโครงการสำรวจตู้คอนเทนเนอร์ที่แสมสานเป็นหลัก ซึ่งบางส่วนจะเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ในระดับหน่วยงาน / องค์กร และระดับประเทศด้วย โดยมีแนวทางดังนี้

1. ความเสี่ยงและผลกระทบ (Impact) ระดับใดที่ประเทศหรือโครงการสำรวจตู้คอนเทนเนอร์ที่แสมสานจะยอมรับได้ หรือยอมรับไม่ได้ เช่น ในกรณีของวิทยุการบิน อาจกำหนด Risk Appetite ไว้ว่าความปลอดภัยของการบิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับการสื่อสารและการอำนวยความสะดวกของทุกเที่ยวบิน ในการนำเครื่องบินขึ้น – ลง จะต้องมีความปลอดภัยเต็ม 100% โดยไม่ยอมรับความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุเลยแม้แต่ครั้งเดียว เป็นต้น

แนวทางในการกำหนด Risk Appetite

แนวทางในการกำหนด Risk Appetite

ดังนั้น ในกรณีโครงการสำรวจตู้คอนเทนเนอร์ที่แสมสาน เป็นไปได้ไหมว่า หากสภาพแวดล้อมเป็นพิษ ระบบนิเวศน์จะมีปัญหาและมีผลกระทบต่อสัตว์ทะเล รวมทั้งความเชื่อมั่นของการส่งอาหารทะเลไปต่างประเทศ และการบริโภคอาหารทะเลของคนไทย จะยอมรับความเสี่ยงไม่ได้ นั่นคือ จะต้องมีการสำรวจให้แน่ใจอย่างสมเหตุสมผลก่อนว่า สิ่งที่บรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์เป็นอะไรกันแน่ หากตู้คอนเทนเนอร์มีรู การส่งกล้องผ่านลงไปนั้นก็อาจจะไม่เห็นสิ่งใด หรืออาจจะเห็นเพียงถังหรือพาชนะที่เก็บวัตถุหรือสารที่ต้องสงสัย ที่อาจเป็นสารพิษได้นั้น โครงการนี้จะวางแผนที่จะเจาะเข้าไปในถังหรือพาชนะที่อาจบรรจุสารพิษหรือไม่ คุ้มหรือไม่ที่จะทำเช่นนั้น เพราะถ้าเป็นสารพิษจริง อะไรจะเกิดขึ้น และมีผลกระทบต่อความเสียหายที่ไม่อาจยอมรับได้ตามที่ได้กล่าวแล้ว

ตัวอย่างของ Risk Appetite

ตัวอย่างของ Risk Appetite

รายละเอียดในเรื่องการดำเนินการ ผมคิดว่าคงจะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะปฏิบัติตามโครงการนี้ ผมเพียงแต่ให้แนวความคิดที่จะใช้ในการตัดสินใจและการปฏิบัติงานที่มีเหตุมีผล โดยนำหลักการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นกระบวนการและนำเรื่องระดับความเสี่ยงที่ประเทศหรือองค์กร หรือโครงการยอมรับได้เท่านั้นมาใช้อธิบายเป็นอุทธาหรณ์

2. ประเทศหรือทีมงานที่ต้องดำเนินงานตามโครงการนี้ พร้อมที่จะรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ และหากยอมรับได้ บุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ดุลยพินิจอะไรในการพิจารณาการดำเนินการต่อไป เกินระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ตาม ข้อ 1. ซึ่งเรื่องนี้ก็มีแนวคิดที่ต้องพิจารณาหลายอย่างก็ขอฝากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนำไปพิจารณาก็แล้วกันนะครับ

รูปแบบอื่นของ Risk Appetite และแนวความคิดในการกำหนดให้มีความเสี่ยงที่ยอมรับได้

รูปแบบอื่นของ Risk Appetite และแนวความคิดในการกำหนดให้มีความเสี่ยงที่ยอมรับได้

3. มีความเสี่ยงที่เฉพาะเจาะจงหรืออาจจะคาดไม่ถึง รวมทั้งการปฏิบัติไม่ถูกต้องตามหลักการกฎหมายระหว่างประเทศ หรือกฎหมายภายในประเทศ หรือการรักษาสภาพแวดล้อมที่กำหนดไว้เป็นกฎเกณฑ์ชัดเจนไว้บ้างหรือไม่ มีการทบทวนในเรื่องนี้กันเพียงใด เพราะการรักษาสภาพแวดล้อมเป็นข้อหนึ่งของหลักการที่สำคัยของการกำกับและดูแลกิจการที่ดี ที่เรียกว่า Corporate Governance

ความเข้าใจในกรอบความคิดของระดับความเบี่ยงเบน (Risk Tolerance) จากความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite)

ความเข้าใจในกรอบความคิดของระดับความเบี่ยงเบน (Risk Tolerance) จากความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite)

4. ประเทศหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะยอมรับความเสี่ยงเมื่อเทียบกับผลตอบแทนจากการพิสูจน์ความโปร่งใส และกล้าจะแลกกับความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้เพียงใด มีความคุ้มค่าหรือไม่ นี่ก็เป็นกรอบแนวคิดเพื่อใช้ดุลยพินิจในการบริหารความเสี่ยงแบบบูรณาการ และได้ดุลยภาพ คุ้มค่ากับการลงทุนที่เป็น Tangible Assets และ Intangible Assets ที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายที่พิสูจน์ได้และมีตัวตน และไม่มีตัวตนที่เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงและความเชื่อมั่นระดับประเทศ

5. ระดับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นมีผลกระทบ (Impact) ต่อเรื่องอื่น ๆ มากน้อยเพียงใด เมื่อพิจารณาถึงระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

ความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงที่ยอมรับได้กับระดับความเบี่ยงเบนจากความเสี่ยงที่ยอมรับได้

ความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงที่ยอมรับได้กับระดับความเบี่ยงเบนจากความเสี่ยงที่ยอมรับได้

6. โครงการนี้ได้เตรียมการไว้เพียงใด มีเครื่องมือเพียงพอและเหมาะสมหรือไม่ในการดำเนินการที่มีความเสี่ยงในระดับที่กำหนดไว้

7. โครงการนี้ หากเกิดปัญหาขึ้นมาจะสามารถอธิบายในเชิงรูปธรรมที่ชัดเจนตามหลักและกรอบการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นกระบวนการได้เพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรอบการบริหารความเสี่ยง โดยใช้หลักการของ COSO – Enterprise Risk Management

ผมได้เสนอรูปแบบที่อธิบายด้วยแผนภาพ แสดงถึงโอกาสที่จะเกิดและผลกระทบที่เกิดจากความเสี่ยงและความเสียหาย และรูปแบบของระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการดำเนินการบริหารความเสี่ยงในระดับประเทศ ความเสี่ยงในระดับองค์กร และความเสี่ยงในระดับการปฏิบัติงาน

 

ดุลยภาพการบริหารความเสี่ยงกับการตัดสินใจ

คอลัมน์นี้ไม่ได้ update ค่อนข้างนานพอสมควรครับ วันนี้จะมาพูดต่อเรื่องดุลยภาพการบริหารความเสี่ยงกับการตัดสินใจในแง่มุมของความมั่นคงบางมุมมอง ซึ่งจะนำอาวุธสุดแสบของ US มาเพิ่มเติมให้ท่านเห็นประกอบดังนี้

Excalibur

Excalibur

Metal Storm

Metal Storm

เรื่องดุลยภาพของการบริหารความเสี่ยงกับการตัดสินใจในการลงทุน ไม่ว่าจะเพื่อความมั่นคงทางด้านการทหาร หรือความมั่นคงที่เกี่ยวข้องกับ IT Security ที่มีผลต่อวัตถุประสงค์ของการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร ที่เกี่ยวข้องกับ COSO – ERM ที่มีวัตถุประสงค์หลัก ๆ ของการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมก็คือ Strategic Risk – S, Operational Risk – O, Financial / Reporting Risk – F, Compliance Risk – C ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อกระบวนการบริหารระดับต่าง ๆ ที่ต้องการ Data & Information ที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือได้ตามหลักการของ COBIT 7 ประการนั้น สำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความมั่นคงและเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนตามหลัก CG ในทุกรูปแบบ

ในเรื่องเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางทหาร การตัดสินใจอย่างรวดเร็วโดยมีกลยุทธ์และยุทธวิธีการรบ ที่ผสมผสานกับอาวุธที่เพียบพร้อมกับยุคอิเล็กทรอนิกส์ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง ซึ่งรายละเอียดผมคงไม่กล่าวถึง แต่จะขอกล่าวเพียงว่า หากเราเข้าใจการใช้ยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยแตกต่างกัน ก็จะมีผลต่อการรบอย่างสำคัญ เช่น การใช้เครื่องบินที่เป็นรูปแบบของ Fighter ไปเป็น Bomber ก็จะเป็นความผิดพลาดที่มีผลต่อความเสียหาย ซึ่งอาจพ่ายแพ้ต่อการรบและการสงครามได้ในที่สุดนั้น จะเกี่ยวข้องกับดุลยภาพกับการบริหารความเสี่ยงและการตัดสินใจเป็นสำคัญ

 

ดุลยภาพของการบริหารความเสี่ยง กับอาวุธสุดแสบของ US

ช่วงนี้อยู่ในระหว่างช่วงสงกรานต์แล้วนะครับ หลายท่านคงกำลังเดินทางกลับต่างจังหวัด เพื่อเยี่ยมญาติหรือเที่ยวพักผ่อนในวันสงกรานต์ แต่อยากให้ระมัดระวังความปลอดภัยในการเดินทางและการร่วมเล่นน้ำสงกรานต์อย่างเหมาะสม ประกอบกับในช่วงนี้บ้านเมืองเรามีเหตุการณ์ที่ไม่เป็นปกติมากนัก ผู้ที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายต่าง ๆ กำลังหาจุดที่เป็นดุลยภาพของการจัดการและการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมกันอยู่ จุดที่น่าจะลงตัวก็คือ การเคารพกติกาของสังคม และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ด้วยความรักและความเมตตา และความเข้าใจกัน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก ซึ่งในฐานะที่ผมคลุกคลีอยู่กับการบริหารความเสี่ยง และความเสี่ยงก็เกิดขึ้นได้เสมอในชีวิตประจำวัน จึงอยากให้ระมัดระวังกันมากเป็นพิเศษในช่วงเทศกาลแบบนี้

ข้อคิดประการหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงที่ได้ดุลยภาพ การควบคุมความเสี่ยง และการตรวจสอบตามฐานความเสี่ยง เพื่อก้าวไปสู่การกำกับดูแลกิจการบ้านเมืองที่ดีของชาตินั้น มีข้อคิดที่เป็นคำกลอนที่มีผู้กล่าวอย่างน่าฟังว่า

ระบบดี คนดี นั้นดีแน่
ระบบดี คนแย่ พอแก้ไหว
ระบบแย่ คนดี มีทางไป
ระบบแย่ คนไม่เอาไหน บรรลัยเอย

ขออธิบายสู่กันฟังนะครับว่า คนเป็นผู้สร้างระบบให้ดี และใช้ระบบที่ดีและยอมรับได้นั้นในการควบคุมคน และสังคม หากพบหรือปรากฎต่อมาว่า ระบบที่ว่าดีแล้ว ยังอาจปรับปรุงแก้ไขได้ ก็คนนั่นแหละ ที่เป็นผู้แก้ไขระบบตามกระบวนการให้เป็นไปตามกติกาที่สังคมยอมรับได้ เมื่อมีการรับรองและยอมรับอย่างเป็นขั้นเป็นตอนแล้ว ก็นำระบบที่ปรับปรุงแล้วมาควบคุมคน หรือสังคมให้อยู่ในกติกาที่ยอมรับได้ของประเทศชาติ หรือองค์กรต่อไป

ดังนั้น การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีตามหลัก CG + ITG ข้อหนึ่งก็คือ การให้ความเป็นธรรม และปฏิบัติโดยเท่าเทียมกัน เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศชาติและองค์กร โดยผู้ที่เกี่ยวข้องต้องมีวิสัยทัศน์ และความรับผิดชอบที่เกี่ยวกับ Responsibility + Accountability เพื่อ Social and Environmental Awareness โดยนำเรื่องของ Promotion of Best Practice มาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม หากทำได้อย่างนี้ ความเข้าใจกันจากความคิดที่แตกต่างกันก็จะก้าวสู่จุดดุลยภาพของกระบวนการบริหารความเสี่ยงเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนนะครับ

การพูดคุยของผมในวันนี้กับท่านผู้อ่านก็คือ การมีสารสนเทศ (Information) ที่ถูกต้อง มีคุณภาพ ทันกาล ตามหลักของ Information Criteria 7 องค์ประกอบของ CobiT ภายใต้ร่ม IT Governance รวมทั้งมีการสื่อสารที่ดี (Communication) ตามหลักการของ COSO ซึ่งเป็นหนึ่งใน 8 องค์ประกอบหลักของการบริหารความเสี่ยงในระดับองค์กร หรือประเทศ (ERM – Enterprise Risk Management) ก็จะช่วยให้ประเทศเกิดความมั่นคง ที่เป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ การลงทุน การแข่งขัน และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตอย่างยั่งยืน

วันก่อน ผมได้รับเมล์ฉบับหนึ่งที่พูดถึง 10 อาวุธสุดแสบของสหรัฐอเมริกา ผมเห็นว่าน่าจะเข้ากับสถานการณ์ในช่วงนี้พอดี (ผมไม่ได้หมายความว่าน่าจะเอาอาวุธนี้ไปใช้ในสถานการณ์แบบนี้นะครับ) แต่จะขอหยิบยกบางตัวอย่างมาเล่าสู่กันฟังในมุมมองของการบริหารความเสี่ยงที่ผมเข้าใจว่า ประเทศมหาอำนาจทั้งหลายกำลังแข่งขันกันอย่างเต็มที่ในขณะนี้นั้น ก็เพื่อสร้างดุลยภาพของการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้เกิดความมั่นคงในประเทศของตนเป็นสำคัญนะครับ

ประเทศไทยจะได้บทเรียนอะไรจากภาพด้านล่างนี้ ก็คงจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจและความเข้าใจในการบริหารความเสี่ยง ที่นำไปสู่ความมั่นคงของประเทศชาติ ของผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นสำคัญ ในโอกาสต่อ ๆ ไป เพราะสงครามยุคใหม่ ต้องต่อสู้กันด้วยความคิด สติปัญญาที่ชาญฉลาด ละเอียดรอบคอบ มองการณ์ไกล รู้จักการวางแผนการจัดการกับความเสี่ยงต่างๆในเชิงรุก ต้องมีข้อมูลข่าวสาร[Information] ที่ถูกต้อง ไว้วางใจได้จริงๆ โดยเฉพาะข้อมูลหรือช่าวสารของผู้ที่ไม่หวังดี หรือสัตรู ต้องรู้ว่าผู้ไม่หวังดี/ข้าศึกกำลังคิดอะไร กำลังวางแผนหรือมีแผนอะไร มีอาวุธประเภทใด ร้ายแรงเพียงใด มีจำนวนเท่าใด อยู่ที่ใดบ้าง+++ หากไม่มีข้อมูลหรือสารสนเทศที่ถูกต้อง ทันเวลา ก็จะมีผลร้ายแรงต่อการวางแผนทางยุทธศาสตร์การรบโดยใช้ความคิด สคิปัญญา และวางแผนการล่วงหน้า กล้าตัดสินใจอย่างรวดเร็วและทันเวลา มิฉนั้นจะแพ้สงครามในที่สุด

แม้แต่มีอาวุธดีๆมากมาย แต่ขาดสติปัญญาและข้อมูลที่ดี ก็แพ้สงครามได้อย่างง่ายดาย ตามที่ปรากฎในประวัติศาสตร์การรบในอดีตของหลายประเทศ เป็นต้น

ผมจะได้หยิบยกประเด็นการบริหารความเสี่ยงในมุมมองต่าง ๆ เพื่อวิเคราะห์ เล่าสู่กันฟังในทางสร้างสรรต่อไป ณที่นี้ ท่านลองดูอาวุธแปลกๆด้านล่างนี้แล้วพิจารณาถึง การรบยุคใหม่ที่ต่อสู้กันด้วยความรู้และสติปัญญา รวมทั้งการพัฒนาอาวุธใหม่ๆ ทั้งในเชิงป้องกันและเชิงรุก ประเทศมหาอำนาจมักจะเลือกอาวุธเชิงรุกมากกว่านะครับ

1. อาวุธประเภทแรก คือ LRAD Weapon long range acoustic device ซึ่งเป็นคลื่นเสียงมหาบรรลัยหู เป็นเครื่องส่งคลื่นเสียงความถี่สูงที่มีความดังไปยังที่ที่ศัตรูที่ประจำ อยู่ในระยะไกล อำนาจขนาดทำให้แก้วหูศัตรูแตก
เป็นหูหนวกไปในทันที ล่าสุดสามารถพัฒนาให้สามารถกระแทกหัวใจทำให้หัวใจหยุดเต้นได้

LRAD_Weapon long range acoustic device

LRAD_Weapon long range acoustic device

2. Corner Shot 40 เป็นปืนแบบกระสุนความเร็วสูง สามารถเอ็กซ์เรย์ได้ สามารถใช้เฝ้าตรวจสอบที่มืด ๆ หาจุดที่จะขว้างระเบิดน้อยหน่าได้ นอกจากนี้ยังมีถังทรงกระบอกสามารถหมุนตัวถึง 63 องศา เหมาะสำหรับคนคำนวณเก่ง

Corner Shot 40

Corner Shot 40

3. Thermobaric Bomb คือ ระเบิดที่เหนือกว่าระเบิดนาปาล์ม เพราะมันคือระเบิดที่บรรจุเชื้อเพลิงที่สามารถระเบิดลุกเป็นกลุ่มไฟสุดร้อน แรง ไม่ว่าจะเป็นถ้ำในหลืบถ้ำ หรือแม้แต่ซอกซอยที่ซุ่มของศัตรู โดยมันทำงานอย่างเป็นระบบ คือระบบแรกเป็นระเบิดทำลายที่กำบัง และระบบที่สองคือเพลิงเผาซ้ำ มีความร้อนสูงถึง 3000 องศาเซลเซียส ซึ่งสามารถหลอมละลายสรรพสิ่งให้เป็นจุณไปในพริบตา อย่าว่าคนเลย ปืนที่ใช้ก็โดนหลอมเป็นก้อนทันที

Thermobaric Bomb

Thermobaric Bomb

4. EMP Bomb (Episode: Future Shock) ผลิตโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรเลีย “ ระเบิดแม่เหล็ก ” วิถีมันสามารถไปทั่วทิศทาง โดยวงจรอิเล็กโทนิกของมันสามารถตรวจจับวัตถุที่อยู่ใกล้ ๆ ได้ เช่น เรือ และเมื่อมันพบเป้าหมาย ด้วยอำนาจของแม่เหล็กสามารถเกาะและทำลายเป้าหมายในทันที

EMP Bomb_Episode Future Shock

EMP Bomb_Episode Future Shock

5. Airborne Laser คือเลเซอร์ติดเครื่องบิน โดยเลเซอร์นี้ประกอบด้วยโลหะไอโอดีนธาตุออกซิเจนสารเคมีที่ทรงพลังในการเอ็กซ์เรย์ (ประมาณว่าคล้ายประภาคาร) เหมาะสำหรับตรวจแหล่งสะสมอาวุธของศัตรู และถ้ามีการพัฒนาปรับปรุงจะสามารถให้สามารถจุดไฟระเบิดเป้าหมายนั้นได้อีกด้วย

Airborne Laser

Airborne Laser

6. Sensor Fuzed Weapon (Episode: The Power of Fear) ฉายามันคือ “ ระเบิดตาพิทย์ ” บรรจุระเบิดขนาดย่อมที่มีอานุภาพสูงสามารถทำลายเกราะที่หุ้มรถถังทุกชนิดได้ภายใน 10 ลูก แถมแต่ละลูกมีร่มชูชีพติดอยู่พร้อมตาอินฟาเรดที่มีความไวสูงต่อเป้าหมายที่จะหย่อนระเบิดลงไปบนรถถังหุ้มเกราะของศัตรู และทำลายเกราะที่หุ้มและทหารที่อยู่ภายในเละในพริบตา

Sensor Fuzed_Weapon Episode The Power of fear

Sensor Fuzed_Weapon Episode The Power of fear

สำหรับการบริหารความเสี่ยงเพื่อก้าวสู่ดุลยภาพในกระบวนการจัดการ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนตามหลัก CG + ITG นั้น เอาไว้คุยกันในวันหลังนะครับ

ขอเพิ่มอีกนิดนึงนะครับ ข้อคิดของวันนี้ก็คือ อาวุธสุดแสบสารพัดชนิดตามภาพข้างต้น ซึ่งไม่รวมอาวุธปรมาณูประเภทต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่มากมายแล้ว ก็คือ ศักยภาพ ความสามารถ จากความคิดในเชิงบวก หรือเชิงรุก หรือเชิงป้องกันปัญหา หรือป้องกันความเสี่ยง ที่เป็นความมั่นคงทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นการทหาร การเมือง เศรษฐกิจการเงิน การบริหารการจัดการประเภทต่าง ๆ ในทุกระดับชั้น การควบคุมและการตรวจสอบตามฐานความเสี่ยงที่ดีและมีคุณภาพนั้น จะเกิดขึ้นได้ก็จากการพัฒนาความคิด การมีแผน การศึกษา การอบรม เพื่อสร้างความเข้าใจที่มาจากความคิด มิใช่จากความจำ หรือลอกเลียนกันต่อ ๆ มา

ดังนั้น ความร่ำรวยทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศต่าง ๆ และศักยภาพของบุคลากรในประเทศต่าง ๆ หรือในระดับองค์กรต่าง ๆ นั้น มีความแตกต่างกันมากมาย ประเทศที่มีพลเมืองน้อย ๆ เช่น ประเทศสิงคโปร์ ฟินด์แลนด์ นอร์เวย์ สวิสแลนด์ ++ ก็สามารถสร้างผลผลิตประชาชาติที่เมื่อคำนวณเป็นรายได้ประชาชาติต่อหัวแล้ว มีจำนวนสูงกว่าประเทศไทยมากมาย ก็เกิดจากการพัฒนาความคิด (ซึ่งเรียกได้ว่า เป็น Intangible Assets) ให้เป็นคุณค่าทางการเงิน และการจัดการอย่างเป็นระบบ และเป็นระเบียบ โดยมีการนำมาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นธรรมต่อประชาชนในประเทศอย่างเท่าเทียมกัน